สถิติเหตุเพลิงไหม้ที่ปรากฏบนหน้าข่าวรายวัน สร้างความสูญเสียมหาศาลทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินจนประเมินค่าไม่ได้ การให้ความสำคัญกับการป้องกันไฟไหม้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนและดีกว่าการตามแก้ไขปัญหาภายหลัง วันนี้ Sunny Emergency Light จะพาไปสำรวจจุดเสี่ยงภายในบ้านที่มักถูกมองข้าม พร้อมแนะนำแนวทางป้องกันไฟไหม้อย่างถูกวิธี ครอบคลุมทั้งการตรวจสอบระบบไฟฟ้า การจัดการพื้นที่ห้องครัว และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้กับที่อยู่อาศัยและอาคารของคุณ
สาเหตุหลักของการเกิดไฟไหม้ที่พบบ่อยที่สุด
การวางแผนรับมืออัคคีภัยในระดับอาคาร จำเป็นต้องวิเคราะห์จากสถิติและปัจจัยเสี่ยงที่แตกต่างจากที่พักอาศัยทั่วไป โดยสาเหตุหลักที่มักเป็นต้นตอของเพลิงไหม้ในอาคารมีดังนี้
- ไฟฟ้าลัดวงจรและอุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุด เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งในอาคารสำนักงานและโรงงาน เกิดจากระบบไฟฟ้าเก่า ขาดการบำรุงรักษาตู้ควบคุมไฟ (MDB) หรือการที่พนักงานนำอุปกรณ์ไฟฟ้ามาต่อพ่วงใช้งานเกินขนาด จนสายไฟทนความร้อนไม่ไหวและเกิดการลุกไหม้
- การจัดเก็บวัสดุเชื้อเพลิงและสารเคมีไม่ถูกวิธี ในโรงงานหรือโกดังที่มีการเก็บสารไวไฟ กระดาษ พลาสติก หรือสารเคมี หากไม่มีการแยกโซนจัดเก็บที่ถูกต้อง หรือระบบระบายอากาศไม่ดี ไอระเหยของสารเคมีอาจก่อให้เกิดการระเบิดหรือติดไฟได้ง่าย
- ประกายไฟจากการทำงานและความประมาท การทำงานซ่อมบำรุงที่มีประกายไฟ เช่น การเชื่อมตัดโลหะ การเจียร โดยไม่มีมาตรการป้องกัน รวมถึงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามสูบ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงบ่อยครั้ง
รวมวิธีป้องกันไฟไหม้ในบ้านและอาคาร ให้ปลอดภัย 100%
การ ป้องกันไฟไหม้ ในระดับอาคารต้องอาศัยการจัดการที่เป็นระบบ (Systematic Approach) ตั้งแต่การดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการควบคุมพฤติกรรมของบุคลากร ดังนี้
การตรวจสอบระบบไฟฟ้าและตู้ควบคุม (Electrical System Maintenance)
ระบบไฟฟ้าในอาคารมีความซับซ้อนและรับภาระหนักกว่าบ้านทั่วไป การตรวจสอบเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) จึงเป็นหัวใจสำคัญของการ ป้องกันไฟไหม้
- การตรวจสอบตู้ MDB และจุดต่อสายด้วยกล้อง Thermoscan: ผู้ดูแลอาคารควรจัดให้มีการตรวจสอบความร้อนสะสมที่จุดต่อสายไฟในตู้ MDB และตู้ย่อยทุกปี หากพบจุดที่มีความร้อนสูงผิดปกติ แสดงว่าจุดต่อนั้นหลวมหรือเสื่อมสภาพ ต้องรีบขันให้แน่นหรือเปลี่ยนทันทีเพื่อ ป้องกันไฟไหม้
- การควบคุมการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในสำนักงาน: กำหนดนโยบายห้ามใช้ปลั๊กพ่วงที่ไม่ได้มาตรฐาน มอก. และห้ามการต่อปลั๊กพ่วงซ้อนกัน (Daisy Chain) ในจุดที่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หนาแน่น เพราะเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนสะสมและลัดวงจร
- การบำรุงรักษาเครื่องจักรและระบบระบายความร้อน: สำหรับโรงงาน เครื่องจักรที่ทำงานหนักอาจเกิดความร้อนสูง (Overheat) ต้องมีการตรวจสอบระบบหล่อเย็น และทำความสะอาดฝุ่นผงที่เกาะตามมอเตอร์ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ทำให้ไฟลามได้ไว
การบริหารจัดการพื้นที่จัดเก็บและวัตถุไวไฟ
อาคารพาณิชย์และโรงงานมักมีวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงจำนวนมาก การจัดระเบียบพื้นที่ (Housekeeping) ตามหลัก 5ส. ช่วยลดความเสี่ยงในการ ป้องกันไฟไหม้ ได้อย่างมีนัยสำคัญ
- แยกประเภทวัสดุอันตราย: สารเคมี น้ำมัน หรือวัตถุไวไฟ ต้องจัดเก็บในตู้หรือห้องที่ออกแบบมาเฉพาะ (Fire Resistant Cabinet) มีป้ายเตือนชัดเจน และต้องแยกห่างจากแหล่งความร้อนหรือประกายไฟตามกฎหมายโรงงาน
- การจัดการขยะและวัสดุเหลือใช้: ลังกระดาษ พลาสติก หรือเศษวัสดุจากการผลิต ห้ามกองทิ้งไว้ตามทางเดินหรือใกล้ตู้ไฟ ควรมีรอบการกำจัดขยะออกจากอาคารทุกวัน เพื่อลดปริมาณเชื้อเพลิง (Fire Load) ภายในอาคาร
- เว้นระยะห่างจากหัวสปริงเกอร์: การวางสินค้างบนชั้นวางสูง ต้องเว้นระยะห่างจากหัวจ่ายน้ำดับเพลิง (Sprinkler) อย่างน้อย 45-50 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้กีดขวางวิถีของน้ำหากเกิดเหตุเพลิงไหม้
มาตรการควบคุมการทำงานที่มีประกายไฟ (Hot Work Permit)
งานซ่อมบำรุงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด การออกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) คือมาตรฐานความปลอดภัยสากลในการ ป้องกันไฟไหม้
- ระบบขออนุญาตทำงาน (Permit to Work): ทุกครั้งที่มีงานเชื่อม ตัด เจียร หรือขัด ผู้รับเหมาต้องขอใบอนุญาต และต้องมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) เข้าตรวจสอบพื้นที่ก่อนเริ่มงาน เพื่อประเมินความเสี่ยง
- การจัดเตรียมพื้นที่และผู้เฝ้าระวังไฟ (Fire Watch): ต้องเคลียร์วัสดุไวไฟออกจากรัศมีประกายไฟ มีฉากกั้นทนไฟ และต้องมีผู้เฝ้าระวังไฟพร้อมถังดับเพลิงประจำจุดตลอดเวลาที่ทำงาน และเฝ้าต่อเนื่องอย่างน้อย 30-60 นาทีหลังงานจบ เพื่อดูว่าไม่มีไฟคุกรุ่น
อุปกรณ์ป้องกันไฟไหม้ที่ควรมีติดบ้านและอาคาร
นอกจากพฤติกรรมการใช้งานแล้ว การมีอุปกรณ์เสริมเพื่อความปลอดภัย จะช่วยแจ้งเตือนและระงับเหตุได้ทันท่วงที ถือเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันไฟไหม้ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับชีวิตและทรัพย์สิน
ป้ายไฟทางออกฉุกเฉิน
สำหรับอาคารสำนักงาน หอพัก หรือโรงงาน ป้ายไฟทางออกฉุกเฉินเป็นสิ่งจำเป็นตามกฎหมาย เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้และไฟฟ้าดับ ควันไฟจะปกคลุมทำให้มองไม่เห็นทาง ป้ายไฟที่มีคุณภาพจะช่วยส่องสว่างนำทางหนีไฟ ช่วยให้ผู้อาศัยอพยพออกจากพื้นที่อันตรายได้อย่างรวดเร็ว
เครื่องตรวจจับควัน (Smoke Detector)
อุปกรณ์ชิ้นนี้เปรียบเสมือนยามเฝ้าบ้าน เครื่องจะส่งเสียงสัญญาณเตือนภัยทันทีที่ตรวจจับควันไฟได้ ช่วยให้รู้ตัวเร็วแม้ขณะนอนหลับ ทำให้มีเวลาในการดับไฟตั้งแต่ต้นลม หรืออพยพหนีไฟได้ทันเวลา ถือเป็นอุปกรณ์ป้องกันไฟไหม้ขั้นพื้นฐานที่ควรมี
ถังดับเพลิงและตู้สายฉีดน้ำดับเพลิง
ต้องติดตั้งถังดับเพลิงในระยะที่เข้าถึงได้ง่ายทุกๆ 20 เมตร แนะนำเป็นชนิดผงเคมีแห้งหรือ CO2 สำหรับห้องเซิร์ฟเวอร์ รวมถึงต้องมีระบบสายฉีดน้ำดับเพลิงและหัวรับน้ำดับเพลิงภายนอกอาคารที่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ
เบรกเกอร์ตัดไฟอัตโนมัติ
การติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่วหรือเบรกเกอร์กันดูด จะช่วยตัดกระแสไฟฟ้าทันทีที่เกิดการลัดวงจร หรือใช้ไฟเกินกำลัง ช่วยป้องกันไฟไหม้ที่มีสาเหตุจากระบบไฟฟ้าขัดข้องได้อย่างดีเยี่ยม ป้องกันความเสียหายก่อนที่จะลุกลาม

สิ่งที่ต้องเตรียมตัว หากเกิดเหตุไฟไหม้ฉุกเฉิน
แม้จะเตรียมการป้องกันไฟไหม้ไว้อย่างดี แต่เหตุสุดวิสัยย่อมเกิดขึ้นได้ การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินจึงสำคัญไม่แพ้กัน
การซ้อมหนีไฟและแผนอพยพประจำปี
กฎหมายกำหนดให้สถานประกอบการต้องจัดซ้อมดับเพลิงและหนีไฟอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้พนักงานคุ้นเคยกับเสียงสัญญาณเตือนภัย เส้นทางหนีไฟ และจุดรวมพล (Assembly Point) รวมถึงตรวจสอบความพร้อมของทีมฉุกเฉินประจำอาคาร
เบอร์โทรฉุกเฉินที่ต้องจำให้ขึ้นใจ (199 เป็นต้น)
เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ สติเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ควรบันทึกเบอร์โทรฉุกเฉินไว้ในโทรศัพท์และติดไว้ในจุดที่เห็นชัดเจน เช่น
- 199 แจ้งเหตุไฟไหม้และดับเพลิง
- 1669 หน่วยแพทย์ฉุกเฉิน (กรณีมีผู้บาดเจ็บ)
- 1130 การไฟฟ้านครหลวง หรือ 1129 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (เพื่อแจ้งตัดไฟ)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการป้องกันไฟไหม้
สาเหตุอันดับ 1 ของไฟไหม้อาคารคืออะไร?
จากสถิติ สาเหตุหลักคือ ไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งมักเกิดจากการขาดการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าเป็นเวลานาน การใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน หรือการต่อเติมระบบไฟโดยพลการ รองลงมาคืออุบัติเหตุจากการทำงานซ่อมบำรุง (งานเชื่อม/ตัด)
นิติบุคคลควรตรวจสอบระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้บ่อยแค่ไหน?
ควรมีการทดสอบระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm System) และตรวจสอบแผงควบคุม อย่างน้อยทุก 3 เดือน และควรทดสอบระบบการทำงานของป้ายไฟฉุกเฉินและถังดับเพลิงเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้มั่นใจว่าระบบพร้อม ป้องกันไฟไหม้ ได้ 100%
อาคารแบบไหนที่ต้องติดตั้งป้ายไฟทางออกฉุกเฉิน?
ตามกฎหมายควบคุมอาคาร อาคารทุกประเภทที่มีคนเข้าไปใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นอาคารสูง สำนักงาน โรงงาน หอพัก โรงแรม หรือห้างสรรพสินค้า จำเป็นต้องติดตั้งป้ายทางหนีไฟและป้ายทางออกฉุกเฉินให้เพียงพอและเห็นได้ชัดเจน

สรุปบทความ
การป้องกันไฟไหม้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความใส่ใจและการเตรียมพร้อม ทั้งการตรวจสอบระบบไฟฟ้า ระมัดระวังเรื่องฟืนไฟในห้องครัว และการเลือกใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน SUNNY Emergency Light พร้อมเคียงข้างความปลอดภัยของคุณด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง หากคุณกำลังมองหาอุปกรณ์สำหรับอาคาร ขอแนะนำ ป้ายไฟทางออกฉุกเฉิน EX Series-6 รุ่นใหม่ล่าสุดจากซันนี่
- มองเห็นชัดเจน ใช้หลอด LED กำลังสูง ส่องสว่างชัดเจนแม้ในกลุ่มควันหนาทึบ
- มีฟังก์ชัน ECO Mode ช่วยประหยัดพลังงานขณะที่เครื่อง Stand By ได้ประมาณ 50%
- มีระบบ Auto Test ตั้งเวลาทดสอบอัตโนมัติ ทุกๆ 1 เดือน 60 วินาที, ทุกๆ 1 ปี 120 นาที
- มี Remote Control ควบคุมการทำงานระยะไกลทดสอบเครื่องได้ผ่านรีโมต 30 นาที และ 60 นาที
- นวัตกรรมใหม่ 3 Step Charger System
สนใจสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จาก SUNNY ได้ที่
- ร้านค้า ShopeeMall บน Shopee
- ร้านค้า LazMall บน LAZADA
- ร้านค้า NocNoc บน NocNoc
- Line Official @SunnyThailand
- Email [email protected]
หรือเลือกซื้อสินค้าผ่านร้านโมเดิร์นเทรดอย่าง ไทวัสดุ โฮมโปร เมกะโฮม Bean & Beyond หรือ ตัวแทนจำหน่ายไฟฉุกเฉิน SUNNY ใกล้บ้านคุณ และหากคุณมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับโคมไฟฉุกเฉิน และอุปกรณ์อื่น ๆ สามารถติดต่อเราได้ที่ 02-378-1034



