Skip to content

เจาะลึก Fire Barrier คืออะไร ระบบกั้นไฟลามที่อาคารต้องมี

เจาะลึก Fire Barrier คืออะไร

อุบัติเหตุอัคคีภัยในอาคารสูงหรือโรงงานอุตสาหกรรมมักสร้างความเสียหายและสูญเสียอย่างมหาศาลหากไม่มีระบบป้องกันภัยที่ดีพอ การออกแบบโครงสร้างอาคารเพื่อสกัดกั้นและชะลอการลุกลามของไฟป่าและเปลวเพลิงจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ผู้ดูแลอาคารและผู้รับเหมาไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด วันนี้ Sunny Emergency Light ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฉุกเฉินชั้นนำของไทย จะมาอธิบายง่ายๆ ว่า Fire Barrier คืออะไร ทำไมระบบกั้นแยกส่วนนี้จึงกลายเป็นมาตรฐานความปลอดภัยภาคบังคับในการออกแบบอาคารยุคใหม่ และมีส่วนช่วยรักษาชีวิตผู้คนร่วมกับระบบไฟสำรองในยามเกิดเหตุฉุกเฉินได้อย่างไรบ้าง

Fire Barrier คืออะไร

Fire Barrier คือ โครงสร้างภายในอาคารที่ได้รับการออกแบบและทดสอบให้มีคุณสมบัติทนทานต่อไฟตามอัตราทนไฟที่กำหนด (Fire-Resistance Rating) โดยทำหน้าที่เป็นแนวป้องกันถาวรเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เปลวไฟ ควันพิษ และความร้อนแผ่กระจายข้ามไปยังพื้นที่ส่วนอื่น ระบบนี้จัดเป็น “ระบบป้องกันอัคคีภัยเชิงรับ” (Passive Fire Protection) ที่พร้อมทำงานปกป้องอาคารทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องรอการสั่งการจากมนุษย์หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ

ความแตกต่างระหว่างการป้องกันไฟแบบ Active และ Passive

การสร้างระบบความปลอดภัยจากอัคคีภัยที่สมบูรณ์แบบจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของระบบป้องกัน 2 รูปแบบหลัก ได้แก่

  • Active Fire Protection (ระบบเชิงรุก): คือระบบที่ต้องมีการตรวจจับและตอบสนองเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ เช่น หัวกระจายน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ (Sprinkler) เครื่องตรวจจับควัน (Smoke Detector) ถังดับเพลิงเคมี และระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm) ซึ่งระบบเหล่านี้ต้องอาศัยกลไกการทำงานหรือแหล่งจ่ายพลังงานในการขับเคลื่อน
  • Passive Fire Protection (ระบบเชิงรับ): คือระบบความปลอดภัยที่ถูกติดตั้งและผสานรวมเข้ากับโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของอาคารอย่างถาวร เช่น การใช้ผนังกันไฟ การพ่นสีกันไฟบนโครงสร้างเหล็ก และการติดตั้งระบบ Fire Barrier ซึ่งทำงานโดยการจำกัดขอบเขตของไฟ ช่วยรักษาความสมบูรณ์เชิงโครงสร้างของอาคารไม่ให้พังถล่มลงมาก่อนเวลาอันควร

ทำไมอาคารยุคใหม่และโรงงานถึงขาด Fire Barrier ไม่ได้

อาคารยุคใหม่มักถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่ มีความสูง และมีความซับซ้อนของโครงสร้างภายในค่อนข้างมาก อีกทั้งยังเต็มไปด้วยการเดินสายไฟ สายเคเบิล และท่อส่งผ่านงานระบบต่างๆ ข้ามผ่านระหว่างห้องและระหว่างชั้น ช่องเปิดหรือรอยเจาะทะลุเหล่านี้เปรียบเสมือน “ปล่องไฟธรรมชาติ” ที่เอื้อให้ไฟและควันพิษลุกลามไปยังส่วนต่างๆ ของอาคารได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่นาที การออกแบบและติดตั้งระบบ Fire Barrier จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ

1. ช่วยจำกัดความเสียหายด้วยหลักการกั้นแยกพื้นที่ (Compartmentation)

หัวใจสำคัญของการทำ Fire Barrier คือแนวคิด “Compartmentation” หรือการซอยแบ่งพื้นที่ขนาดใหญ่ภายในอาคารออกเป็นส่วนย่อยๆ ที่ตัดขาดจากกันอย่างสมบูรณ์ด้วยโครงสร้างทนไฟ หากเกิดเพลิงไหม้ในโซนใดโซนหนึ่ง ผนังและโครงสร้างกั้นไฟจะสกัดกั้นไฟไม่ให้ออกจากโซนนั้น ช่วยปกป้องพื้นที่ส่วนอื่นที่เหลือ และลดความสูญเสียทางทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

2. ช่วยเพิ่มเวลาในการอพยพผู้คนอย่างปลอดภัย

สถิติจากหน่วยงานป้องกันสาธารณภัยทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า สาเหตุหลักของการสูญเสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ไม่ใช่จากเปลวไฟโดยตรง แต่เกิดจากการสูดดมแก๊สพิษ ควันไฟ และคาร์บอนมอนอกไซด์ การติดตั้งระบบกั้นแยกไฟลามจะช่วยหน่วงเวลาและสกัดกั้นควันพิษเหล่านั้นไม่ให้ไหลผ่านเข้าสู่ช่องบันไดหนีไฟหรือพื้นที่ข้างเคียง ช่วยเปิดโอกาสและเพิ่มเวลาให้ผู้อยู่อาศัยสามารถอพยพออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะเมื่อทำงานควบคู่กับระบบแสงสว่างฉุกเฉิน เช่น โคมไฟฉุกเฉินและป้ายทางออกหนีไฟที่คอยส่องสว่างนำทางท่ามกลางทัศนวิสัยที่มืดมิดและเต็มไปด้วยควัน

3. ปฏิบัติตามกฎหมายอาคารและมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัย

ในประเทศไทย การจัดทำระบบกั้นแยกพื้นที่ทนไฟไม่ใช่เรื่องทางเลือก แต่เป็นข้อบังคับทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2543 ฉบับที่ 55 รวมถึงข้อกำหนดของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) และมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยอัคคีภัยที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกอย่าง NFPA (National Fire Protection Association) ซึ่งกำหนดให้อาคารสาธารณะ อาคารสูง และโรงงานอุตสาหกรรม ต้องจัดทำระบบป้องกันการลามไฟในจุดตัดผ่านของงานระบบทุกจุด

หลักการทำงานของระบบ Fire Barrier

การทำระบบ Fire Barrier ที่ถูกต้องและได้มาตรฐานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการก่อผนังคอนกรีตหนาๆ เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงกระบวนการทางวิศวกรรมที่เรียกว่า “การปิดผนึกช่องเปิดและรอยต่อเพื่อป้องกันไฟลาม” (Firestopping) เพราะในอาคารจริงย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการเจาะช่องบนผนังหรือพื้นคอนกรีตเพื่อเดินท่อน้ำ ท่อแอร์ หรือรางสายไฟ หากช่องเจาะเหล่านี้ไม่มีการอุดปิดด้วยวัสดุพิเศษ ผนังกันไฟนั้นจะสูญเสียประสิทธิภาพในการป้องกันทันทีเนื่องจากไฟและควันสามารถลอดผ่านช่องว่างเล็กๆ เหล่านั้นได้

การใช้วัสดุทนไฟและการปิดผนึก (Firestopping) ที่ได้มาตรฐาน

ระบบกั้นไฟลามที่สมบูรณ์และผ่านการรับรองมาตรฐานสากล (เช่น มาตรฐาน ASTM E 814 / UL 1479 สำหรับงานช่องเจาะผ่าน และ ASTM E 1966 / UL 2079 สำหรับงานรอยต่อโครงสร้าง) จะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนทำงานร่วมกัน

  1. โครงสร้างทนไฟ (Fire-Rated Assembly): ผนัง พื้น หรือเพดานที่ได้รับการทดสอบแล้วว่าสามารถทนไฟได้ตามเวลาที่ระบุ (เช่น 1 ชั่วโมง, 2 ชั่วโมง หรือ 3 ชั่วโมง)
  2. อุปกรณ์ที่เจาะทะลุผ่าน (Penetrating Items): สิ่งที่วิ่งผ่านโครงสร้าง เช่น ท่อโลหะ ท่อพลาสติก สายไฟ หรือรางเคเบิลเทรย์
  3. วัสดุป้องกันไฟลาม (Firestop Materials): ผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่ใช้อุดร่องและช่องว่างรอบอุปกรณ์ที่เจาะผ่าน เพื่อคืนสภาพและรักษาอัตราทนไฟของผนังหรือพื้นส่วนนั้นให้กลับมาสมบูรณ์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

เจาะลึกประเภทของวัสดุกันไฟลาม (Firestop Materials) มีอะไรบ้าง

เจาะลึกประเภทของวัสดุกันไฟลาม

เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการกั้นไฟลาม วิศวกรและผู้รับเหมาจำเป็นต้องเลือกใช้วัสดุกันไฟลามให้เหมาะสมกับขนาดช่องเปิดและลักษณะของวัสดุที่เจาะทะลุผ่าน โดยสามารถจำแนกประเภทหลักๆ ได้ดังนี้

ยาแนวกันไฟ (Firestop Sealant / Caulk)

วัสดุอุดรอยต่อที่มีลักษณะคล้ายซิลิโคนหรืออะคริลิก มักผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยี Intumescent ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถพองตัวขยายปริมาตรได้หลายเท่าตัวเมื่อสัมผัสกับความร้อนสูง เพื่อเข้าไปอุดปิดช่องว่างรอบๆ ท่อร้อยสายไฟหรือท่อโลหะให้แน่นหนา ยาแนวกันไฟเหมาะสำหรับรอยต่อขนาดเล็กและจุดที่มีสายไฟเดี่ยวพาดผ่าน

โฟมกันไฟ (Firestop Foam)

เนื้อโฟมโพลียูรีเทนชนิดทนไฟพิเศษที่ขยายตัวเพื่อเติมเต็มในช่องว่างขนาดใหญ่หรือช่องเปิดที่มีรูปทรงซับซ้อนได้อย่างทั่วถึง มีคุณสมบัติในการเซ็ตตัวเร็วและป้องกันการไหลผ่านของควันและก๊าซพิษได้อย่างดีเยี่ยม นิยมใช้ในจุดเจาะผ่านที่มีงานระบบหนาแน่น

ปูนกันไฟ (Firestop Mortar)

วัสดุผสมซีเมนต์ที่มีน้ำหนักเบาแต่มีประสิทธิภาพการทนความร้อนสูง เหมาะสำหรับใช้เทปิดช่องเปิดขนาดใหญ่บนพื้นหรือผนัง เช่น ช่องชาฟต์ (Shaft) เดินระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ระหว่างชั้น ซึ่งต้องการวัสดุที่ให้ทั้งความแข็งแรงเชิงโครงสร้างและประสิทธิภาพการกั้นไฟไปพร้อมกัน

แผ่นปิดกันไฟ (Firestop Board) และ หมอนกันไฟ (Firestop Pillow)

  • แผ่นปิดกันไฟ (Firestop Board): แผ่นใยหินคอมโพสิตน้ำหนักเบาที่สามารถตัดแต่งให้เข้ากับขนาดของช่องเจาะกว้างๆ ได้ง่าย มักใช้ร่วมกับยาแนวกันไฟเพื่อเก็บขอบให้มิดชิด
  • หมอนกันไฟ (Firestop Pillow): ถุงบรรจุวัสดุกันไฟที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำมาจัดวางเรียงซ้อนกันเพื่ออุดช่องว่างในช่องทางเดินรางเคเบิลเทรย์ มีจุดเด่นคือรื้อถอนและจัดเรียงใหม่ได้ง่ายเมื่อต้องการเพิ่มเติมหรือปรับปรุงสายไฟในอนาคต

ตำแหน่งสำคัญในอาคารที่ต้องติดตั้งวัสดุกันไฟลาม

การติดตั้งระบบ Fire Barrier และวัสดุกันไฟลามให้ครอบคลุมจุดเสี่ยงภัย ถือเป็นมาตรการความปลอดภัยที่ผู้ดูแลอาคารต้องให้ความสำคัญ โดยตำแหน่งที่ต้องทำระบบกั้นไฟลามอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่:

  • ช่องรอยเจาะผ่านระบบไฟฟ้า: จุดที่รางสายเคเบิล (Cable Tray, Wireway) ทะลุผ่านผนังระหว่างห้อง หรือทะลุขึ้นชั้นถัดไป
  • รอยต่อตามแนวรอยต่อโครงสร้าง (Construction Joints): ช่องว่างหรือรอยต่อระหว่างผนังชนผนัง ผนังชนพื้น หรือจุดเชื่อมต่อโครงสร้างที่มีโอกาสขยายตัวและหดตัวตามธรรมชาติ
  • ช่องเปิดระบบสุขาภิบาลและงานระบบท่อ: จุดที่ท่อน้ำทิ้ง ท่อระบายอากาศ หรือท่อดับเพลิงพาดผ่านโครงสร้างผนังทนไฟ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Fire Barrier

Fire Barrier กับ Firestop ต่างกันอย่างไร

Fire Barrier คือโครงสร้างหลักในการกั้นแยกส่วนอาคารเพื่อจำกัดวงของเพลิงไหม้ (เช่น ผนังหรือพื้นคอนกรีตทนไฟ) ส่วน Firestop คือระบบวัสดุ (เช่น ยาแนวกันไฟ, โฟมกันไฟ, ปูนกันไฟ) ที่นำมาใช้อุดรอยต่อหรือช่องว่างรอบๆ อุปกรณ์ที่เจาะผ่านโครงสร้างกั้นไฟเหล่านั้น เพื่อคืนความสมบูรณ์และรักษาประสิทธิภาพในการกันไฟของ Fire Barrier ให้ทำงานได้อย่างเต็มที่

การติดตั้ง Fire Barrier จำเป็นต้องทำทุกอาคารหรือไม่

ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2543 ของประเทศไทย กำหนดให้อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารชุมนุมคน และโรงงานอุตสาหกรรม ต้องจัดทำระบบกั้นแยกพื้นที่ทนไฟเพื่อควบคุมและจำกัดการลุกลามของไฟและควันอย่างเป็นระบบเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ

ระบบกั้นไฟลามสามารถป้องกันไฟได้นานแค่ไหน

ความสามารถในการทนไฟขึ้นอยู่กับมาตรฐานการเลือกใช้วัสดุและระบบติดตั้ง โดยปกติจะวัดผลเป็นหน่วยชั่วโมง (Fire Rating) มีตั้งแต่ 1 ชั่วโมง, 2 ชั่วโมง ไปจนถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เพียงพอสำหรับการอพยพผู้คนและการเข้าสกัดเพลิงของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง

วัสดุกันไฟลาม (Firestop) มีอายุการใช้งานนานเท่าใด

วัสดุกันไฟลามที่ได้รับการติดตั้งอย่างถูกต้องตามมาตรฐานของผู้ผลิต และไม่มีการรบกวน เจาะรื้อ หรือชำรุดเชิงกายภาพ จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเทียบเท่ากับอายุโครงสร้างของอาคาร อย่างไรก็ตาม เจ้าของอาคารควรจัดให้มีการตรวจสอบสภาพวัสดุเป็นประจำอย่างน้อยปีละครั้ง

สรุประบบ Fire Barrier

สรุปบทความ

การเลือกติดตั้งระบบ Fire Barrier ที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูง ถือเป็นรากฐานสำคัญของระบบความปลอดภัยเชิงรับที่ทุกอาคารยุคใหม่จำเป็นต้องมี เพื่อจำกัดขอบเขตความเสียหายของทรัพย์สินและช่วยถ่วงเวลาอันมีค่าในการอพยพผู้คนออกจากพื้นที่อันตรายได้อย่างทันท่วงที ซึ่ง Sunny Emergency Light ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฉุกเฉินชั้นนำของไทย พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับความปลอดภัยด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง ทั้งโคมไฟฉุกเฉินป้ายทางออกหนีไฟ และตู้ควบคุมระบบไฟฉุกเฉินที่ได้มาตรฐานสากล โดยคุณสามารถเลือกชมและสั่งซื้อสินค้าเพิ่มเติมได้ผ่านทางเว็บไซต์ทันที

สนใจสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จาก SUNNY ได้ที่

หรือเลือกซื้อสินค้าผ่านร้านโมเดิร์นเทรดอย่าง ไทวัสดุ โฮมโปร เมกะโฮม Bean & Beyond หรือ ตัวแทนจำหน่ายไฟฉุกเฉิน SUNNY ใกล้บ้านคุณ และหากคุณมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับไฟฉุกเฉิน และอุปกรณ์อื่น ๆ สามารถติดต่อเราได้ที่ 02-378-1034