Skip to content

Articles

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองคืออะไร

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองคืออะไร ทำไมอาคารใหญ่ต้องมี

กระแสไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนทุกอุตสาหกรรมและกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ทว่าปัญหาไฟตก ไฟดับ หรือภัยธรรมชาติที่ไม่คาดคิด สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อธุรกิจ วันนี้ Sunny Emergency Light ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฉุกเฉินชั้นนำของไทย จะมาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับความสำคัญของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองเทคโนโลยีพลังงานสำรองที่ทุกสถานประกอบการจำเป็นต้องมี เพื่อให้ระบบภายในอาคารสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัยในทุกวิกฤตการดับของกระแสไฟหลัก เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง (Generator) คืออะไร เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “เครื่องปั่นไฟ” คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงพลังงานกลที่ได้จากต้นกำลัง เช่น เครื่องยนต์ดีเซลหรือเบนซิน ให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้งานทดแทนเมื่อแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้าหลักจากเสาส่งของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเกิดการขัดข้องหรือหยุดทำงานชั่วคราว หลักการทำงานเบื้องต้นของเครื่องปั่นไฟ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าใช้หลักการทำงานของการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Induction) ของ ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday) โดยการหมุนของขดลวดตัวนำผ่านสนามแม่เหล็ก (หรือการหมุนสนามแม่เหล็กตัดผ่านขดลวดตัวนำ) จะทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่ระบบจ่ายไฟของอาคาร เพื่อหล่อเลี้ยงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ได้ตามปกติ ทำไมโรงงานและอาคารขนาดใหญ่ถึงขาดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองไม่ได้ Infrastructures ในอาคารสาธารณะ โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า หรือโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กระแสไฟฟ้าไม่ได้จ่ายเพียงแค่หลอดไฟส่องสว่างทั่วไปเท่านั้น แต่เป็นพลังงานขับเคลื่อนระบบสำคัญมากมาย การหยุดชะงักของกระแสไฟเพียงเสี้ยววินาทีอาจนำมาซึ่งความสูญเสียในระดับที่คาดไม่ถึง 1. ป้องกันความเสียหายของเครื่องจักรและสายการผลิต ในอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่และระบบอัตโนมัติ หากกระแสไฟดับกระทันหันโดยไม่มีระบบสำรองไฟ อาจส่งผลให้กระบวนการผลิตหยุดชะงัก วัตถุดิบเกิดการอุดตันหรือเสียหายในระบบ และที่ร้ายแรงที่สุดคือเครื่องจักรกลไกพังเสียหายจากการหยุดทำงานแบบผิดปกติ ซึ่งการซ่อมแซมและการสูญเสียโอกาสทางการค้าในแต่ละนาทีมีมูลค่ามหาศาล 2. รักษาความปลอดภัยและระบบ Life Safety เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น อัคคีภัยหรือแผ่นดินไหว ระบบการทำงานหลักในอาคารมักจะดับลง ทว่าระบบเพื่อความปลอดภัยส่วนกลาง เช่น ลิฟต์ดับเพลิง เครื่องสูบน้ำดับเพลิง ระบบระบายควัน และที่สำคัญที่สุดคือระบบไฟส่องสว่างฉุกเฉินอย่าง โคมไฟฉุกเฉิน และ ป้ายทางออกหนีไฟ จำเป็นต้องทำงานต่อเนื่องเพื่อนำทางผู้คนให้ออกจากอาคารอย่างปลอดภัย ซึ่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองจะเป็นแหล่งจ่ายไฟหลักในการพยุงระบบ Life Safety เหล่านี้ให้คงอยู่ 3. ป้องกันข้อมูลสูญหายในระบบเซิร์ฟเวอร์ สำหรับบริษัทเทคโนโลยี ธนาคาร หรือศูนย์บริการข้อมูล (Data Center) ระบบเซิร์ฟเวอร์เปรียบเสมือนหัวใจของธุรกิจ หากไฟดับกะทันหัน ข้อมูลที่กำลังประมวลผลอยู่หรือฐานข้อมูลของลูกค้าอาจเกิดความเสียหายและสูญหายทันที แม้ว่าจะมีระบบสำรองไฟขนาดเล็ก (UPS) คอยรับช่วงต่อในระยะแรก แต่ถ้าไม่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองคอยปั่นไฟเข้ามาทดแทนในระยะเวลาอันสั้น พลังงานจากแบตเตอรี่ UPS ก็จะหมดลงในที่สุด 4. รองรับข้อบังคับและกฎหมายความปลอดภัย ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร มาตรฐานวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และมาตรฐานสากลอย่าง

Read More »
รวมกฎหมายการติดตั้งถังดับเพลิงล่าสุด

รวมกฎหมายการติดตั้งถังดับเพลิงล่าสุด เจ้าของบ้านและอาคารต้องรู้

การติดตั้งถังดับเพลิงไม่ใช่เป็นเพียงการเตรียมพร้อมเพื่อความปลอดภัยส่วนตัว แต่ยังเป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับอาคารและสถานประกอบการ การละเลยอาจนำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงบทลงโทษทางกฎหมาย โดยปัจจุบันกฎหมายการติดตั้งถังดับเพลิงมีการปรับปรุงและอ้างอิงมาตรฐานที่ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกพื้นที่มีการป้องกันอัคคีภัยขั้นพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ บทความนี้จาก SUNNY จะสรุปกฎหมายถังดับเพลิงล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้งสำหรับบ้าน อาคาร และสำนักงาน ว่าต้องปฏิบัติตามมาตรฐานใดบ้าง กฎหมายถังดับเพลิงล่าสุด อ้างอิงฉบับไหนบ้าง เพื่อให้การติดตั้งเป็นไปอย่างถูกต้อง การทำความเข้าใจที่มาของข้อบังคับเป็นสิ่งสำคัญ โดยกฎหมายถังดับเพลิงล่าสุดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย จะอ้างอิงหลักๆ จาก 3 แหล่ง ดังนี้ กฎกระทรวงควบคุมอาคาร (สำหรับอาคารและสำนักงาน) กฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) และฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ออกตามความใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ถือเป็นกฎหมายหลักที่กำหนดมาตรฐานระบบป้องกันอัคคีภัยสำหรับ “อาคารสูง” และ “อาคารขนาดใหญ่พิเศษ” กฎหมายนี้บังคับให้ต้องมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติ (เช่น Sprinkler) และระบบท่อยืน (Standpipe) ควบคู่ไปกับการติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ (ถังดับเพลิง) ตามจุดต่างๆ ที่เหมาะสม ประกาศกระทรวงมหาดไทย (สำหรับสถานประกอบการ) ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการ เพื่อความปลอดภัยในการทำงานสำหรับลูกจ้าง (ฉบับล่าสุด พ.ศ. 2555) เป็นข้อบังคับหลักสำหรับ “นายจ้าง” และ “สถานประกอบการ” ทุกประเภท (เช่น สำนักงาน, โรงงาน) กฎหมายนี้กำหนดรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับชนิด จำนวน และมาตรฐานการติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ รวมถึงการบำรุงรักษาและการฝึกอบรม นี่คือกฎหมายถังดับเพลิงล่าสุดที่ผู้ประกอบการต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มาตรฐาน วสท. (มาตรฐานประกอบ) แม้มาตรฐานของ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) จะไม่ใช่ตัวบทกฎหมายโดยตรง แต่กฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ (พ.ศ. 2549) มักจะ “อ้างอิง” หรือ “แนบท้าย” มาตรฐานของ วสท. ให้เป็นแนวทางปฏิบัติ (Code of Practice) ที่ยอมรับ ดังนั้น การติดตั้งตามมาตรฐาน วสท.

Read More »
ไฟฟ้าสถิตคืออะไร

ไฟฟ้าสถิตคืออะไร ภัยเงียบในโรงงานและแนวทางป้องกันที่ต้องรู้

ปรากฏการณ์ไฟช็อตเมื่อสัมผัสสิ่งของหรือเพื่อนร่วมงาน อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับภาคอุตสาหกรรม สิ่งนี้คือภัยเงียบที่สร้างความเสียหายมหาศาล วันนี้ Sunny Emergency Light ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฉุกเฉินชั้นนำของไทย จะมาอธิบายง่ายๆ ว่าไฟฟ้าสถิตคืออะไร มีกลไกการเกิดอย่างไร พร้อมเจาะลึกถึงอันตรายที่แฝงอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม และวิธีป้องกัน ไฟฟ้าสถิตอย่างถูกต้อง เพื่อยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่ปฏิบัติงานของคุณให้ได้มาตรฐานสูงสุด ไฟฟ้าสถิตคืออะไร ไฟฟ้าสถิต (Static Electricity) คือ ความไม่สมดุลของประจุไฟฟ้าบนพื้นผิวของวัสดุ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวัตถุสองสิ่งที่มีคุณสมบัติทางไฟฟ้าต่างกันมาสัมผัส ขัดสี หรือแยกออกจากกัน ทำให้เกิดการถ่ายเทอิเล็กตรอน วัตถุหนึ่งจะสูญเสียอิเล็กตรอนกลายเป็นประจุบวก ในขณะที่อีกวัตถุหนึ่งจะรับอิเล็กตรอนและกลายเป็นประจุลบ ประจุเหล่านี้จะสะสมอยู่บนพื้นผิวจนกว่าจะหาทางปลดปล่อยออกไป การปลดปล่อยประจุอย่างรวดเร็วนี่เองที่ทำให้เกิดอาการสะดุ้งเมื่อสัมผัสโดนสิ่งของ ประเภทของการเกิดประจุไฟฟ้าสถิต การสะสมตัวของประจุไฟฟ้าบนพื้นผิววัสดุไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรูปแบบเดียว แต่สามารถเกิดจากปฏิกิริยาทางกายภาพที่แตกต่างกัน ซึ่งในกระบวนการผลิตระดับอุตสาหกรรมมักพบการเกิดประจุไฟฟ้าจาก 3 รูปแบบหลัก ดังนี้ ทำไมไฟฟ้าสถิตถึงเป็นภัยเงียบในโรงงานอุตสาหกรรม ในระดับครัวเรือนไฟฟ้าสถิตอาจทำให้เกิดความรำคาญใจ แต่ในระดับอุตสาหกรรม พลังงานเพียงเล็กน้อยนี้สามารถสร้างความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ 1. อันตรายต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ESD) ในโรงงานผลิตแผงวงจรหรืออุปกรณ์ไอที ปรากฏการณ์ Electrostatic Discharge (ESD) หรือการคายประจุไฟฟ้าสถิต ถือเป็นศัตรูตัวร้าย แม้พลังงานจะต่ำจนมนุษย์ไม่รู้สึก แต่วงจรไมโครชิปขนาดเล็กสามารถถูกทำลายหรือเสื่อมสภาพได้ทันที ส่งผลให้สินค้าไม่ได้มาตรฐานและเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 2. ความเสี่ยงในการเกิดอัคคีภัยและการระเบิด หากโรงงานมีการใช้งานสารเคมีไวไฟ ก๊าซ หรือมีฝุ่นผงปริมาณมาก (Dust Explosion) ประกายไฟเพียงเล็กน้อยจากการคายประจุไฟฟ้าสถิตก็เพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นของเพลิงไหม้หรือการระเบิดครั้งใหญ่ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการจัดการและป้องกันไฟฟ้าสถิตจึงถูกบรรจุอยู่ในกฎระเบียบความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน 3. ผลกระทบต่อกระบวนการผลิต ไฟฟ้าสถิตทำให้วัสดุเกิดการดูดติดกันหรือผลักออกจากกัน สิ่งนี้สร้างปัญหาร้ายแรงในโรงงานกระดาษ โรงพิมพ์ หรือโรงงานพลาสติก ทำให้เครื่องจักรติดขัด ชิ้นงานเปื้อนฝุ่น หรือสายพานทำงานผิดพลาด ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดไฟฟ้าสถิตในพื้นที่ทำงาน เพื่อที่จะหาแนวทางป้องกันไฟฟ้าสถิตได้อย่างตรงจุด จำเป็นต้องเข้าใจปัจจัยกระตุ้นที่พบได้บ่อยในโรงงาน ได้แก่ วิธีป้องกันไฟฟ้าสถิตอย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล การลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ต้องอาศัยการวางแผนและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ต่อไปนี้คือแนวทางการป้องกันไฟฟ้าสถิตที่โรงงานชั้นนำเลือกใช้ 1. การติดตั้งระบบสายดิน (Grounding and Bonding) เป็นวิธีป้องกันไฟฟ้าสถิตที่พื้นฐานและสำคัญที่สุด การต่อสายดินเข้ากับเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยง จะช่วยนำประจุไฟฟ้าที่สะสมอยู่ถ่ายเทลงสู่ดินอย่างปลอดภัย ป้องกันไม่ให้เกิดประกายไฟในพื้นที่อันตราย 2. การใช้เครื่องกำจัดไฟฟ้าสถิต (Ionizer) ในบางกระบวนการที่ไม่สามารถต่อสายดินได้โดยตรง เช่น บริเวณสายพานพลาสติก การติดตั้งเครื่อง Ionizer จะช่วยปล่อยประจุไอออนบวกและลบเข้าสู่อากาศ เพื่อไปเจือจางและทำให้ประจุที่สะสมอยู่บนพื้นผิวชิ้นงานมีค่าเป็นกลาง 3. อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล

Read More »
รู้จักหน่วยไฟฟ้าพื้นฐาน

รู้จัก 5 หน่วยไฟฟ้าพื้นฐาน สำคัญอย่างไรกับไฟฉุกเฉิน

การทำความเข้าใจระบบและค่าพื้นฐานทางไฟฟ้าเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้สามารถเลือกใช้อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และคุ้มค่าพลังงาน วันนี้ Sunny Emergency Light ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฉุกเฉินชั้นนำของไทย จะมาอธิบายง่ายๆ เกี่ยวกับหน่วยไฟฟ้าว่าแต่ละตัวมีความหมายอย่างไร เพื่อให้ทุกคนสามารถนำความรู้เบื้องต้นนี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการพิจารณาเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพสูงสุด หน่วยไฟฟ้าคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ หน่วยไฟฟ้า คือ มาตรฐานสากลทางฟิสิกส์และวิศวกรรมที่ใช้สำหรับระบุปริมาณ วัดค่า และสื่อสารคุณสมบัติต่างๆ ของระบบไฟฟ้าให้เป็นที่เข้าใจตรงกันทั่วโลก โดยสัญลักษณ์และตัวเลขเหล่านี้จะทำหน้าที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมของพลังงานไฟฟ้าในแต่ละส่วน เช่น แรงดัน ปริมาณการไหล อัตราการใช้พลังงาน และแรงต้านทาน ซึ่งถือเป็นข้อมูลสเปกพื้นฐานสำคัญที่ผู้ผลิตต้องระบุไว้บนฉลากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจุ ขีดจำกัด และประสิทธิภาพในการทำงานของอุปกรณ์นั้นๆ ทำไมหน่วยไฟฟ้าถึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรรู้ การมีความรู้และทำความเข้าใจความหมายพื้นฐานของหน่วยไฟฟ้ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ใช้งานทั่วไป โดยมีประโยชน์และข้อดีหลักๆ ดังต่อไปนี้ 5 หน่วยวัดทางไฟฟ้าพื้นฐานที่ควรรู้จัก เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมไฟฟ้าแบบย่อยง่าย นี่คือ 5 ค่าพื้นฐานที่มักพบบ่อยที่สุดบนฉลากเครื่องใช้ไฟฟ้า 1. แรงดันไฟฟ้า (Voltage) มีหน่วยเป็น โวลต์ (V) แรงดันไฟฟ้า หรือ โวลต์ (Volt) คือแรงผลักดันที่ทำให้อิเล็กตรอนหรือกระแสไฟฟ้าไหลไปตามสายไฟ หากเปรียบเทียบกับระบบน้ำ แรงดันไฟฟ้าก็คือ “แรงดันน้ำ” ในท่อ ยิ่งมีแรงดันมาก ไฟฟ้าก็ยิ่งเดินทางไปได้ไกลและจ่ายพลังงานได้สูง ข้อสังเกต: ระบบไฟบ้านในประเทศไทยโดยทั่วไปจะใช้แรงดันไฟฟ้าอยู่ที่ 220V (โวลต์) ดังนั้นการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากต่างประเทศที่รองรับแรงดันไฟเพียง 110V มาเสียบใช้โดยตรง จะทำให้อุปกรณ์เสียหายหรือเกิดอันตรายได้ 2. กระแสไฟฟ้า (Current) กระแสไฟฟ้าคือปริมาณของประจุไฟฟ้าที่ไหลผ่านจุดใดจุดหนึ่งในวงจรไฟฟ้าภายในเวลา 1 วินาที (เปรียบเสมือนปริมาณน้ำที่ไหลผ่านท่อ) ตามหลักมาตรฐานสากลกระแสไฟฟ้ามีหน่วยเป็นแอมแปร์ (Ampere) หรือมักเรียกสั้นๆ ว่า “แอมป์” และใช้สัญลักษณ์ตัวย่อคือ “A” การนำไปใช้: การรู้ว่ากระแสไฟฟ้ามีหน่วยเป็นแอมแปร์ จะช่วยให้สามารถเลือกซื้ออุปกรณ์ตัดวงจร เช่น เบรกเกอร์ หรือปลั๊กพ่วงได้พอดีกับการใช้งาน หากใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดึงกระแสไฟรวมกันเกินกว่าที่ปลั๊กพ่วงจะรับได้ (เช่น นำอุปกรณ์ที่กินไฟ 15A มาเสียบกับปลั๊กที่รองรับแค่ 10A) อาจทำให้สายไฟละลายและเกิดเพลิงไหม้ได้ 3. กำลังไฟฟ้า (Power) มีหน่วยเป็น วัตต์ (W) กำลังไฟฟ้า หรือ วัตต์

Read More »
สายล่อฟ้าคืออะไร

สายล่อฟ้าคืออะไร สำคัญอย่างไร และสายล่อฟ้ามีกี่แบบ

พายุฝนฟ้าคะนองเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มาพร้อมความเสี่ยงจากฟ้าผ่าซึ่งอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินภายในอาคารได้โดยไม่คาดคิด วันนี้ Sunny Emergency Light ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฉุกเฉินชั้นนำของไทย จะมาอธิบายง่ายๆ ว่าสายล่อฟ้าคืออะไร มีความสำคัญอย่างไรต่อความปลอดภัยในระบบวิศวกรรมอาคาร พร้อมพาไปทำความเข้าใจกลไกการทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐานสากลที่วิศวกรให้การยอมรับในระดับสากล สายล่อฟ้าคืออะไร สายล่อฟ้า คือ อุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันฟ้าผ่า (Lightning Protection System) โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการเป็น “เส้นทางผ่านที่ปลอดภัย” ให้กับกระแสไฟฟ้ามหาศาลที่เกิดจากฟ้าผ่าลงสู่พื้นดินโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้านั้นวิ่งผ่านโครงสร้างอาคารหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดความร้อนสูงจนเกิดเพลิงไหม้หรือความเสียหายรุนแรงได้ หลักการทำงานของสายล่อฟ้า หลักการทำงานของสายล่อฟ้าไม่ใช่การ “ล่อ” ให้ฟ้าผ่าลงมาบ่อยขึ้นตามความเข้าใจผิดของหลายคน แต่เมื่อเกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆกับพื้นดินจนถึงจุดที่อากาศไม่สามารถต้านทานได้ ประจุไฟฟ้าจะวิ่งหาจุดที่สูงที่สุดและมีความต้านทานต่ำที่สุดเพื่อถ่ายเทพลังงานลงดินสายล่อฟ้า จึงทำหน้าที่รับพลังงานนั้นและนำทางผ่านสายตัวนำ (Down Conductor) ลงไปสู่ระบบรากสายดินอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด ทำไมอาคาร โรงงาน และบ้านเรือน ถึงต้องติดตั้งสายล่อฟ้า การติดตั้งระบบป้องกันนี้มีความสำคัญในหลายมิติ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีสถิติการเกิดฟ้าผ่าสูงในหลายพื้นที่ สายล่อฟ้ามีกี่แบบ เลือกใช้อย่างไรให้เหมาะกับอาคาร การเลือกใช้ระบบที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับลักษณะทางกายภาพของอาคารและงบประมาณ โดยทั่วไปในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้ตามมาตรฐานสากล ดังนี้ว่าสายล่อฟ้ามีกี่แบบที่นิยมใช้ 1. ระบบสายล่อฟ้าแบบฟาราเดย์ (Faraday Cage System) เป็นระบบดั้งเดิมที่ใช้กันมาอย่างยาวนานและมีความน่าเชื่อถือสูงมาก หลักการคือการใช้สายตัวนำทองแดงหรืออลูมิเนียมติดตั้งเป็นโครงข่าย (Mesh) ครอบคลุมส่วนบนของอาคารทั้งหมด เมื่อฟ้าผ่าลงมา กระแสไฟจะถูกกระจายไปตามเส้นลวดที่ล้อมรอบอาคารไว้เหมือนกรง และไหลลงสู่ดิน เหมาะสำหรับอาคารที่มีพื้นที่กว้างหรืออาคารเก็บวัตถุไวไฟ 2. ระบบสายล่อฟ้าแบบปล่อยประจุล่วงหน้า (ESE – Early Streamer Emission) หากถามว่าในปัจจุบันสายล่อฟ้าที่ได้รับความนิยมสำหรับอาคารสูง ระบบ ESE คือคำตอบ หัวล่อฟ้าประเภทนี้จะผลิตประจุไฟฟ้าขึ้นไปในอากาศเร็วกว่าวัตถุอื่นๆ รอบข้าง ทำให้ฟ้าเลือกผ่าลงที่จุดรับนี้เพียงจุดเดียว ข้อดีคือมีรัศมีการป้องกันที่กว้างกว่าแบบธรรมดามาก ทำให้ใช้หัวล่อฟ้าเพียงไม่กี่หัวก็ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งในบางกรณี 3. ระบบสายล่อฟ้าแบบกระจายประจุ (Charge Transfer System) เป็นเทคโนโลยีที่พยายามป้องกันไม่ให้เกิดฟ้าผ่าขึ้นในบริเวณนั้น โดยการกระจายประจุไฟฟ้าจากพื้นดินขึ้นสู่อากาศอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความต่างศักย์ระหว่างดินกับก้อนเมฆ อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ยังเป็นที่ถกเถียงในเชิงวิศวกรรมบางกลุ่ม และมักถูกนำไปใช้ในพื้นที่เฉพาะทางที่มีความไวต่อประจุไฟฟ้าสูงเป็นพิเศษ ส่วนประกอบสำคัญของระบบป้องกันสายล่อฟ้า ระบบป้องกันฟ้าผ่าไม่ได้มีแค่แท่งเหล็กด้านบน แต่ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักที่ต้องทำงานประสานกัน กฎหมายและมาตรฐานการติดตั้งในประเทศไทย กระทรวงมหาดไทยและวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) มีข้อกำหนดชัดเจนว่าอาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ หรืออาคารที่จัดเป็นสถานที่สาธารณะที่มีคนหนาแน่น จำเป็นต้องมีการติดตั้งระบบสายล่อฟ้า เพื่อความปลอดภัยสาธารณะ โดยต้องอ้างอิงมาตรฐาน วสท. 2003 หรือมาตรฐานสากล IEC

Read More »
การติดตั้งไฟฉุกเฉินที่ถูกต้องในอาคารและโรงงานอุตสาหกรรม

แนะนำมาตรฐานติดตั้งไฟฉุกเฉิน สำหรับอาคารและโรงงานอุตสาหกรรม

ไฟฉุกเฉิน หรือ Emergency Light คืออุปกรณ์ให้แสงสว่างในอาคารเมื่อเกิดเหตุไฟดับ ไฟไหม้ หรือสภาพการมองเห็นต่ำ ซึ่งจะส่องสว่างทันทีหลังจากไฟดับ ทำงานโดยอาศัยไฟฟ้าจากแบตเตอรี่สำรอง นอกจากการติดตั้งไฟฉุกเฉินจะให้ความสว่างกรณีไฟฟ้าดับแล้ว ยังเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับมาตรฐานไฟฉุกเฉินที่ต้องยึดถือปฏิบัติตามอีกด้วย โดยเฉพาะในอาคารและโรงงานอุตสาหกรรม การติดตั้งไฟฉุกเฉินสำคัญอย่างไร การติดตั้งไฟฉุกเฉินเป็นสิ่งสำคัญ สามารถช่วยให้ผู้คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินสามารถมองเห็น และอพยพออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ ข้อกฎหมายได้มีการกำหนดเป็นมาตรฐานของอุปกรณ์ไฟฉุกเฉิน รวมถึงด้วยตำแหน่งที่ควรติดตั้งไฟฉุกเฉิน ดังนี้ ข้อกฎหมายเกี่ยวกับมาตรฐานติดตั้งไฟฉุกเฉิน ข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับมาตรฐานติดตั้งไฟฉุกเฉิน กำหนดไว้ดังนี้ ตำแหน่งที่ควรติดตั้งไฟฉุกเฉิน การติดตั้งไฟฉุกเฉินตามมาตรฐาน ควรติดตั้งสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 2 เมตร โดยติดตั้งในตำแหน่งเส้นทางหนีภัย เช่น ประตูทางออก ทางแยก ทางเลี้ยว พื้นต่างระดับ บันไดเลื่อนและทางเลื่อน จุดรวมพลเพื่อการหนีภัยภายในอาคาร ดาดฟ้าและบริเวณพื้นที่รอการหนีภัยทางอากาศ และพื้นที่อื่น ๆ เช่น ห้องน้ำ พื้นที่เปิดโล่งภายในอาคาร จุดติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง พื้นที่อันตรายเช่นห้องไฟฟ้าเครื่องกล ฯลฯ การพิจารณาเลือกซื้อไฟฉุกเฉินควรเลือกจากอะไร การเลือกซื้ออุปกรณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นป้ายทางหนีไฟ หรือ ไฟฉุกเฉิน ก็ต้องเลือกที่มีอุปกรณ์ไฟฉุกเฉินที่มีมาตรฐานการรับรองจากสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือ ยิ่งเป็นอาคารใหญ่หรือโรงงานที่มีคนทำงานมากมาย ความปลอดภัยยิ่งต้องเป็นอันดับหนึ่ง รวมถึงฟังก์ชันการทำงานของโคมไฟฟ้าฉุกเฉินที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานตามสถานที่ต่าง ๆ 1. ไฟฉุกเฉินมีมาตรฐานที่ดี ไฟฉุกเฉินในอาคารและโรงงานอุตสาหกรรม ควรได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. ซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วไปที่ได้ยึดถือปฏิบัติตามมาอย่างยาวนาน เพื่อความปลอดภัยของคนหมู่มาก  2. ความสองสว่างขั้นต่ำเพื่อการหนีภัย มาตรฐานไฟฉุกเฉินที่ดีต้องมีความส่องสว่างที่เหมาะสม เพื่อให้มองเห็นอันตราย การเปลี่ยนระดับพื้น และทิศทางของเส้นทาง รวมถึงตำแหน่งอุปกรณ์จำเป็นต่างๆ ในสภาวะที่ระบบไฟฟ้าปกติล้มเหลว ระบบไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉินต้องมีความสว่างเพียงพอ  3. ความจุและชนิดของแบตเตอรี่ แบตเตอรี่ของไฟฉุกเฉิน ต้องสามารถจ่ายไฟไม่ต่ำกว่า 120 นาที มีแรงไฟฟ้าต่ำสุดไม่น้อยกว่า 80% ของแรงดันพิกัดปกติ รวมถึงมีเวลาอัดประจุไม่เกิน 24 ชั่วโมง 4. ระยะเวลาเริ่มทำงานของไฟฉุกเฉิน ไฟฉุกเฉินที่ได้มาตรฐาน ต้องให้แสงสว่างทันทีหรือภายใน 0.5-5 วินาทีหลังไฟฟ้าดับ โดยทั่วไป โคมไฟฟ้าฉุกเฉินที่ติดตั้งในอาคาร ต้องส่องสว่างต่อเนื่อง 90-120 นาที แต่ในกรณีโรงงานโดยเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ จะต้องสามารถส่องสว่างไม่น้อยกว่า 120 นาที คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมาตรฐานไฟฉุกเฉิน

Read More »
ไฟฉุกเฉินคืออะไรมีกี่แบบทำงานอย่างไร

รวมสิ่งต้องรู้เกี่ยวกับระบบไฟฉุกเฉิน (Emergency Light) คืออะไร มีกี่แบบ

อาคารทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นอาคารเล็กหรือใหญ่ นอกจากอุปกรณ์ป้องกันและระงับอัคคีภัยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมีก็คือ “ไฟฉุกเฉิน (Emergency Light)” ที่จะติดตั้งอยู่ตามบริเวณทางเดิน หรือทางออกฉุกเฉิน ซึ่งผู้ประกอบการหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลอาคาร อาจยังไม่เคยรู้ความหมายของ ไฟฉุกเฉินว่าคืออะไร สำคัญต่อระบบรักษาความปลอดภัยอย่างไร วันนี้ Sunny Emergency Light ได้รวบรวมสาระสำคัญของระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน แบบครบจบในบทความเดียว ไปค้นหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลย ไฟฉุกเฉินคืออะไร? ไฟฉุกเฉิน (Emergency Light) คือ เครื่องมือให้แสงสว่างในกรณีที่ไฟฟ้าดับ โดยเครื่องจะส่องสว่างอัตโนมัติ เมื่อเกิดเหตุไฟฟ้าขัดข้อง หรือจับสัญญาณได้ว่า บริเวณดังกล่าวมีค่าความสว่างต่ำกว่าที่ตั้งค่าไว้ (ขึ้นอยู่กับฟังก์ชันการใช้งานของแต่ละรุ่น) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้อยู่ในอาคารสามารถมองเห็นทัศนียภาพได้อย่างชัดเจน นำทางไปยังป้ายทางออกฉุกเฉิน และอพยพออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย ไฟฉุกเฉินควรติดตั้งบริเวณใดบ้าง ตัวอย่างบริเวณที่ต้องมีโคมไฟฉุกเฉินตามมาตรฐานการติดตั้งไฟฉุกเฉิน ดังนี้ ทั้งนี้ในแต่อาคารจะต้องมีการติดตั้งระบบไฟฟ้าฉุกเฉินตาม ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ฉบับที่ 4745 (พ.ศ. 2558) ออกตามความในพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 เรื่อง กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม การติดตั้งระบบการให้แสงสว่างฉุกเฉิน ตามมาตรฐานเลขที่ มอก. 2690-2558 โดยเป็นการติดตั้งเพื่ออำนวยความสะดวกแก่การอพยพบุคคลออกจากพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ประโยชน์ของไฟฉุกเฉิน ที่มากกว่าแค่ตอนไฟดับ การติดตั้งโคมไฟฉุกเฉินไม่ได้มีดีแค่ช่วยให้แสงสว่างในยามที่ไฟฟ้าดับกะทันหันเท่านั้น แต่ระบบไฟฉุกเฉินยังมีบทบาทสำคัญในด้านความปลอดภัยและการบริหารจัดการอาคารในสภาวะวิกฤตอีกหลายด้าน ดังนี้ เพิ่มความอุ่นใจและยกระดับมาตรฐานอาคาร: อาคารที่มีระบบความปลอดภัยครบถ้วน จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้งพนักงาน ผู้เช่า และผู้มาติดต่อ ว่าชีวิตของพวกเขาจะปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินทำงานอย่างไร? ระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน หรือ โคมไฟฉุกเฉิน จะมีแบตเตอรี่เป็นแหล่งเก็บพลังงานไฟฟ้าสำรอง โดยแบ่งเป็น 2 แบบหลัก ๆ ได้แก่ แบตเตอรี่แบบแห้ง และแบตเตอรี่แบบชนิดเติมน้ำกลั่น ซึ่งปัจจุบันไม่มีการนำแบตเตอรี่ประเภทนี้มาใช้กับไฟฉุกเฉินแล้ว  โดยเมื่อเกิดเหตุไฟฟ้าดับ โคมไฟฉุกเฉินจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ในการส่องสว่าง ซึ่งระยะเวลาการส่องสว่างจะแตกต่างกันไปตามรุ่นของโคมไฟฉุกเฉินและขนาดแบตเตอรี่ที่ใช้ แต่โดยส่วนใหญ่จะต้องส่องสว่างอยู่ได้นาน 2 ชั่วโมงขึ้นไป ระบบไฟฟ้าฉุกเฉินมีกี่แบบ แต่ละแบบมีจุดเด่นอย่างไร? ในปัจจุบันมีโคมไฟฉุกเฉินจัดจำหน่ายหลายแบบ แต่ละแบบจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป ดังนี้ 1. ไฟฉุกเฉิน LED 2 หัวโคม แบบแขวนผนัง เป็นโคมไฟฉุกเฉินที่ได้รับความนิยม และใช้งานกันทั่วไป เพราะให้แสงสว่างได้สูง แต่ใช้พลังงานไฟฟ้ากำลังวัตต์ต่ำมาก

Read More »
สัญลักษณ์ทางหนีไฟ คืออะไร พร้อมวิธีติดตั้งให้ได้มาตรฐาน

 ป้ายสัญลักษณ์ทางหนีไฟ คืออะไร พร้อมวิธีติดตั้งให้ได้มาตรฐาน

คุณเคยสังเกตไหม ว่าไม่ว่าคุณจะอยู่ในตึกหรืออาคารไหน ก็มักจะมีป้ายสีเขียว ๆ ให้เห็นตามทางเดินอยู่เสมอ ซึ่งบนป้ายที่คุณเห็น อาจจะมีทั้งตัวอักษร “ทางออก” หรือ “EXIT” สัญลักษณ์รูปคนวิ่ง รวมไปถึงลูกศรที่ชี้ไปทางทิศใดทิศหนึ่ง ป้ายที่ว่านั้นก็คือป้ายทางหนีไฟ หรือ สัญลักษณ์ทางหนีไฟนั่นเอง เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับสัญลักษณ์ทางหนีไฟ และการติดตั้งป้ายที่ถูกต้องตามกฎหมายกัน ป้ายสัญลักษณ์ทางหนีไฟ คืออะไร ป้ายทางหนีไฟ หรือ สัญลักษณ์ทางหนีไฟ (Emergency Fire Exit Sign) คือ โคมไฟฟ้าที่มีป้ายแสดงทางออกฉุกเฉินหรือทางหนีภัยโดยส่องสว่างเพื่อบ่งชี้ตำแหน่งทางออกฉุกเฉินหรือเส้นทางอพยพในอาคาร มักมีรูปแบบเป็นป้ายพร้อมข้อความ “ทางออก” หรือ “EXIT” และสัญลักษณ์ทิศทาง ถูกออกแบบให้มองเห็นได้ชัดเจนแม้ในสภาพที่มีควันหนาแน่นหรือมีแสงสว่างน้อย โดยใช้แหล่งจ่ายไฟสำรองจากแบตเตอรี่หรือระบบไฟฉุกเฉินของอาคารเมื่อเกิดไฟดับ ความสำคัญของป้ายสัญลักษณ์ทางหนีไฟ ป้ายทางหนีไฟ หรือ สัญลักษณ์ทางหนีไฟ มีบทบาทสำคัญยิ่งในระบบความปลอดภัยของอาคาร ในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นเพลิงไหม้หรือแผ่นดินไหว การมีป้ายทางหนีไฟที่ชัดเจนและมองเห็นได้ง่ายจะช่วยให้การอพยพเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดการสูญเสียชีวิตได้ มาตรฐานติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ทางหนีไฟโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง เนื่องจากป้ายทางหนีไฟมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของคนหมู่มาก การติดตั้งป้ายในอาคารจึงต้องมีมาตรฐานและมีข้อกำหนดควบคุมโดยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของป้าย ขนาดของป้าย ขนาดสัญลักษณ์ในป้าย รวมไปถึงระยะติดตั้ง ซึ่งจะแบ่งตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และกรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ในบทความนี้ เราจะมาดูข้อกำหนดการติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ทางหนีไฟตามมาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง (มยผ.) ที่เรายึดถือปฏิบัติตามกันมานาน 1. รูปแบบป้ายหนีไฟ กรมโยธาธิการและผังเมืองได้กำหนดให้ป้ายประกอบไปด้วย ข้อความทั้งภาษาไทยอย่าง “ทางออก” “ทางหนีไฟ” หรือ “ทางออกหนีไฟ” หรือตัวหนังสือภาษาอังกฤษ “Exit” รวมถึงสัญลักษณ์รูปคนวิ่ง และทิศทางของลูกศร ทั้งนี้ ป้ายต้องให้แสงสว่างที่เพียงพอเพื่อให้ผู้ใช้งานเห็นได้ง่าย 2. ขนาดป้ายหนีไฟ ขนาดทุกด้านของป้ายสัญลักษณ์ทางหนีไฟ ไม่ว่าจะเป็นด้านบน ด้านข้าง ด้านซ้ายและขวา จะต้องห่างจากตัวหนังสือและสัญลักษณ์บนป้ายไม่น้อยกว่า 25 มิลลิเมตร 3. ขนาดป้ายสัญลักษณ์ทางหนีไฟในป้าย ขนาดของป้ายสัญลักษณ์ทางหนีไฟในป้ายตามกฎหมายมีดังนี้  4. ระยะติดตั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย การติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ทางหนีไฟตามกฎหมาย ต้องติดตั้งเหนือประตูหรือตามทางเดินที่ความสูง 2.0-2.7 เมตร โดยป้ายที่ติดอยู่เหนือประตูทางออก ไม่จำเป็นต้องมีลูกศรในป้ายก็ได้ แต่ถ้าเป็นบริเวณทางเดิน ป้ายสัญลักษณ์ทางหนีไฟจะต้องมีลูกศรบอกทิศทางให้ชัดเจน คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับป้ายทางหนีไฟ ตำแหน่งและความสูงที่เหมาะสมในการติดตั้งป้ายทางหนีไฟคือที่ไหน? ตามมาตรฐานกำหนดให้ติดตั้งป้ายทางหนีไฟอยู่เหนือประตูทางออก

Read More »

สรุปมาตรฐานการติดตั้งป้ายทางหนีไฟ ที่เจ้าของอาคารต้องรู้

ป้ายไฟทางออกฉุกเฉินเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบบความปลอดภัยของอาคาร ซึ่งช่วยให้ผู้อาศัยสามารถอพยพออกจากพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน การติดตั้งป้ายไฟทางออกฉุกเฉินต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าป้ายสามารถมองเห็นและเข้าใจได้ง่าย มาตรฐานที่สำคัญในการติดตั้งป้ายไฟทางออกฉุกเฉิน ได้แก่ ระยะทางระหว่างป้าย ขนาดของสัญลักษณ์ ความสูงในการติดตั้ง และระดับความสว่างของป้าย ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ช่วยให้ป้ายสามารถทำหน้าที่เป็นแนวทางนำผู้คนไปสู่ทางออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1. ความสูงและตำแหน่งการติดตั้งป้ายไฟทางออกฉุกเฉิน 1.1 ตำแหน่งติดตั้งป้ายทางออกฉุกเฉิน 1.2 ระยะห่างระหว่างป้ายไฟทางออกฉุกเฉิน a ≥ ระยะห่าง (เซนติเมตร) ÷ 240 2. ขนาดของป้ายไฟทางออกฉุกเฉินและสัญลักษณ์ 2.1 องค์ประกอบของป้ายไฟทางออกฉุกเฉิน 2.2 ขนาดของสัญลักษณ์ ขนาดสัญลักษณ์ (เซนติเมตร) ขนาดขั้นต่ำของป้าย (กว้าง x ยาว) เซนติเมตร 10 15 x 18 (1 ชิ้น) หรือ 15 x 33 (2 ชิ้น) 15 21 x 25 (1 ชิ้น) หรือ 21 x 46 (2 ชิ้น) 20 28 x 32 (1 ชิ้น) หรือ 28 x 60 (2 ชิ้น) มากกว่า 20 (1.4a) x (1.4a + 4) (1 ชิ้น) หรือ (1.4a) x (2.8a + 4) (2 ชิ้น) หมายเหตุ : a คือขนาดขององค์ประกอบภาพ (เซนติเมตร) 3. จุดที่ต้องติดตั้งป้ายไฟทางออกฉุกเฉิน 4. มาตรฐานความสว่างของป้ายไฟทางออกฉุกเฉิน

Read More »
แบตเตอรี่แห้ง มีอายุการใช้งานกี่ปี มีวิธีดูแลอย่างไร

 แบตเตอรี่แบบแห้งคืออะไร อายุการใช้งานกี่ปี มีวิธีดูแลอย่างไรบ้าง

แบตเตอรี่แห้งอายุการใช้งานกี่ปี มีวิธีดูแลรักษาอย่างไร เป็นคำถามที่คนมากมายต้องการรู้คำตอบ โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถยนต์ รวมไปถึงผู้ที่ต้องการใช้ในงานไฟสำรองที่ต้องใช้แบตเตอรี่แห้งเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ในบทความนี้ Sunny Emergency Light มีรายละเอียดข้อดีของแบตเตอรี่แห้ง อายุการใช้งาน และวิธีการดูแลรักษามาให้ทุกคนดู แบตเตอรี่แบบแห้งคืออะไร แบตเตอรี่แบบแห้ง คือ แบตเตอรี่ชนิดตะกั่วกรดที่ออกแบบให้มีอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte) เป็นเจลหรือแบบดูดซับ (AGM) ที่ไม่สามารถรั่วไหลได้แม้อยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม เป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับระบบไฟฉุกเฉินและป้ายทางหนีไฟเนื่องจากไม่ต้องการการบำรุงรักษาเป็นประจำ รวมไปถึงรถยนต์และจักรยานยนต์ด้วยเช่นกัน มีความปลอดภัยสูง อายุการใช้งานยาวนาน ไม่มีปัญหาการรั่วไหลของน้ำกรดและมีสารเคมีชนิดแห้งที่ช่วยในกระบวนการสร้างกระแสไฟฟ้า และสามารถทนต่อการชาร์จและคายประจุซ้ำได้หลายรอบ จึงเหมาะกับการใช้งานที่ต้องพร้อมทำงานได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน แบตเตอรี่แบบแห้งใช้กับอุปกรณ์ประเภทใดบ้าง แบตเตอรี่แบบแห้งมีกี่ประเภท แบตเตอรี่แห้งมีทั้งหมด 4 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทจะมีลักษณะและการใช้งานแตกต่างกันไป โดยบางประเภทอาจถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในงานอุตสาหกรรม และบางประเภทมีการใช้งานภายในบ้าน อาคาร หรือยานพาหนะ 1. แบตเตอรี่แบบแห้ง ประเภทยืดหยุ่น (AGM – Absorbent Glass Mat) แบตเตอรี่แห้งแบบยืดหยุ่น เป็นแบตเตอรี่ที่มีแผ่นใยแก้วคอยดูดซับ Elecrolyte ทำให้มีประสิทธิภาพการชาร์จและสะสมพลังงานได้ดี มักใช้งานในระบบรถยนต์ และระบบพลังงานสำรอง 2. แบตเตอรี่แบบแห้ง ประเภทไฮบริด (AGM Hybrid) แบตเตอรี่แห้งแบบไฮบริด จะประกอบด้วยแผ่น AGM ร่วมกับเซลล์ไฮบริด ซึ่งมีความสามารถในการรับน้ำหนักมากกว่าแบตเตอรี่ AGM ธรรมดา มักใช้ในรถยนต์และเครื่องจักรที่ต้องการการป้องกันการรั่วไหลของน้ำ Elecrolyte สูง 3. แบตเตอรี่แบบแห้งไฟฟ้า สำหรับยานพาหนะ (Starting-Lighting-Ignition, SLI) แบตเตอรี่แห้งที่ใช้ในยานพาหนะเพื่อให้พลังงานในการเริ่มต้นเครื่องยนต์ที่พบบ่อยคือแบตเตอรี่แห้งแบบลิเทียม (Lithium-ion) ซึ่งให้ประสิทธิภาพที่ดีและมีน้ำหนักเบา 4. แบตเตอรี่แบบแห้ง ประเภท SLA (Sealed Lead-Acid Battery) แบตเตอรี่แห้งแบบ SLA เป็นแบตเตอรี่ขนาดเล็กถึงปานกลาง มักถูกใช้งานในระบบไฟฟ้าสำรอง เช่น เครื่องสำรองไฟ (UPS) และไฟฉุกเฉิน (Emergency Light) มีความเสถียรสูงและปลอดภัยในการติดตั้งภายในอาคาร แบตเตอรี่แห้ง มีอายุการใช้งานกี่ปี โดยทั่วไป แบตเตอรี่แบบแห้งจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยประมาณ 4-5 ปี โดยไม่ต้องบำรุงรักษาใด ๆ

Read More »