Skip to content

Articles

CCU12-350
กิจกรรมเพื่อสังคม

เจาะลึกตู้ควบคุมไฟฉุกเฉิน คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

ไฟดับในอาคาร หนึ่งในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน ไฟฉุกเฉิน จึงเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ความปลอดภัย ที่กลายเป็นมาตรฐานในการใช้งานอยู่ในทุกอาคาร และในวันนี้ Sunny Emergency Light เราจะพาไปเจาะลึกถึงระบบไฟฉุกเฉิน ไฟสำรอง และตู้ควบคุมระบบไฟฉุกเฉินว่า คืออะไร และทำไมถึงสำคัญกว่าที่ใครหลายคนคิด  ตู้ควบคุมไฟฉุกเฉิน คืออะไร ตู้ควบคุมไฟฉุกเฉิน คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมและจัดการระบบไฟฉุกเฉินในอาคาร เมื่อเกิดเหตุไฟดับหรือระบบไฟฟ้าหลักขัดข้อง ตู้ควบคุมจะทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อจ่ายไฟสำรองให้กับดวงโคมไฟฉุกเฉิน ทำให้ผู้อยู่ในอาคารสามารถมองเห็นเส้นทางหนีไฟและอพยพออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย องค์ประกอบของตู้ควบคุมไฟฉุกเฉิน ตู้ควบคุมไฟฉุกเฉินประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญหลายส่วน ได้แก่ ทำไมถึงต้องมีตู้ควบคุมไฟฉุกเฉิน ตู้ควบคุมไฟฉุกเฉินมีความสำคัญอย่างยิ่งในอาคารสูง หรือสถานที่สาธารณะ เนื่องจากสาเหตุเหล่านี้  หน้าที่หลักของตู้ควบคุมไฟฉุกเฉิน ตู้ควบคุมไฟฉุกเฉินมีหน้าที่สำคัญหลายอย่างในการดูแลระบบไฟสำรองฉุกเฉินของอาคาร ซึ่งไม่เพียงแต่จ่ายไฟในยามฉุกเฉินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตรวจสอบ และบำรุงรักษาระบบให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยหน้าที่หลัก จะมีดังนี้ จ่ายไฟไปยังดวงโคมไฟฉุกเฉิน เมื่อเกิดไฟดับหรือระบบไฟฟ้าหลักขัดข้อง ตู้ควบคุมไฟฉุกเฉินจะทำการสับเปลี่ยนไปใช้ไฟจากแบตเตอรี่สำรองโดยอัตโนมัติ และจ่ายไฟไปยังดวงโคมไฟฉุกเฉินทั่วทั้งอาคาร ทำให้มีแสงสว่างเพียงพอสำหรับการอพยพ โดยทั่วไประบบจะสามารถจ่ายไฟฉุกเฉินได้นานถึง 2 ชั่วโมง ซึ่งเพียงพอสำหรับการอพยพผู้คนออกจากอาคารอย่างปลอดภัย ตรวจสอบความผิดปกติของระบบไฟฉุกเฉิน ตู้ควบคุมมีระบบตรวจสอบการทำงานอัตโนมัติ โดยจะทำการทดสอบระบบทุก 30 วัน เป็นเวลา 30 นาที เพื่อให้แน่ใจว่าระบบไฟฉุกเฉินพร้อมใช้งานเสมอ นอกจากนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือนด้วยเสียงเมื่อพบความผิดปกติ เช่น แบตเตอรี่มีแรงดันต่ำ การชาร์จแบตเตอรี่ล้มเหลว หรือแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที ตั้งค่าและบันทึกการทำงานของระบบ  ตู้ควบคุมไฟฉุกเฉินยังมีฟังก์ชันในการตั้งค่าและบันทึกการทำงานของระบบ ทำให้ผู้ดูแลอาคารสามารถตรวจสอบประวัติการทำงาน ปรับแต่งการตั้งค่า และวางแผนการบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ข้อมูลที่บันทึกไว้ยังสามารถนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบไฟฉุกเฉินในอนาคตได้อีกด้วย สรุปบทความ  ตู้ควบคุมไฟฉุกเฉินเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความปลอดภัยของอาคารและผู้ใช้อาคารเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ด้วยความสามารถในการจ่ายไฟสำรอง ตรวจสอบระบบอัตโนมัติ และแจ้งเตือนความผิดปกติ ทำให้ระบบไฟฉุกเฉินมีความพร้อมใช้งานอยู่เสมอ การลงทุนติดตั้งตู้ควบคุมไฟฉุกเฉินที่มีคุณภาพ เช่น ไฟฉุกเฉิน SUNNY รุ่น INV 220V Series จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอาคารทุกประเภท ไม่เพียงแต่เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่อความปลอดภัยและความอุ่นใจของทุกคนในอาคาร ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยและระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ตู้ควบคุมไฟฉุกเฉินรุ่นนี้จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการยกระดับระบบความปลอดภัยของอาคารให้พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ไม่คาดฝัน

Read More »
แชร์ 13 วิธีเอาตัวรอดจากไฟไหม้ที่ควรรู้ไว้เผื่อยามคับขัน
กิจกรรมเพื่อสังคม

แชร์ 13 วิธีเอาตัวรอดจากไฟไหม้ที่ควรรู้ไว้เผื่อยามคับขัน

ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนอาศัยบนตึกสูงกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอนโด ออฟฟิศ หรือห้างสรรพสินค้า ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกที่เกิดเพลิงไหม้ได้เสมอ! ในวันนี้ Sunny Light Emergency ขอแชร์ 13 วิธีเอาตัวรอดจากไฟไหม้พร้อมคำแนะนำในการอพยพหนีไฟอย่างปลอดภัยที่คนเมืองควรรู้!  13 วิธีเอาตัวรอดจากไฟไหม้ มีอะไรบ้าง?  เกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นมาอย่าเพิ่งตื่นตระหนก! วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จัก 13 วิธีเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้เพื่อให้คุณหนีออกมาได้อย่างปลอดภัยที่สุด 1. ตั้งสติให้ดี เมื่อเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้การตั้งสติให้ดีเป็นอย่างแรกที่ควรทำที่สุด เพราะอาการตกใจและตื่นตระหนกจะยิ่งทำให้ตัวคุณเป็นอันตรายและอาจอพยพหนีไฟได้ไม่ทันการณ์ พยายามหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเริ่มตั้งสติเพื่อมองหาทางออก 2. กดสัญญาณเตือนภัย หากอยู่ในอาคารที่มีสัญญาณเตือนภัย ควรกดทันทีเพื่อแจ้งเตือนผู้อื่นว่ามีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้น เพราะนี่ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนมีเวลาเตรียมตัวและอพยพได้ทันท่วงที 3. โทรศัพท์แจ้ง 199 หลังจากกดสัญญาณเตือนภัยแล้ว ควรโทรศัพท์แจ้งหน่วยงานดับเพลิงที่เบอร์ 199 โดยระบุสถานที่เกิดเหตุให้ชัดเจนที่สุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว 4. หาผ้าชุบน้ำปิดปาก ปิดจมูก ควันไฟสามารถทำให้คุณสำลักและหมดสติได้ การหาผ้าชุบน้ำมาปิดปากและจมูกจะช่วยกรองควันไฟและสารพิษออกไปได้บางส่วน ทำให้คุณหายใจได้สะดวกขึ้นและเอาตัวรอดจากไฟไหม้ได้อย่างปลอดภัย 5. มองหาป้ายทางหนีไฟ เพื่อไปบันไดหนีไฟที่ใกล้ที่สุด ป้ายทางหนีไฟจะชี้เส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการอพยพหนีไฟออกจากตัวอาคาร ควรมองหาป้ายนี้และเดินทางไปยังบันไดหนีไฟที่ใกล้ที่สุด อย่าลืมใช้ความระมัดระวังในการเดินทางไม่ควรดันกันเพื่อป้องกันการล้มหรือได้รับบาดเจ็บ 6. หลีกเลี่ยงการวิ่งหนีเข้าห้องหรือจุดอับ อย่าวิ่งเข้าห้องหรือพื้นที่ที่ไม่มีทางออกเด็ดขาด เช่น ห้องน้ำ ห้องเก็บของ เพราะจะทำให้คุณติดอยู่ในสถานการณ์ที่ยากต่อการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ ควรหาทางออกที่ปลอดภัยเช่นทางหนีไฟ 7. อย่าเปิดประตูทันที สำคัญมากหากคุณต้องการเอาตัวรอดจากไฟไหม้ ก่อนเปิดประตูควรตรวจสอบว่ามีความร้อนหรือควันออกมาจากประตูหรือไม่ โดยใช้หลังมือสัมผัสหากพบว่าร้อนมาก แสดงว่าไฟอยู่ใกล้ประตูไม่ควรเปิดประตูเพราะจะทำให้ไฟลามเข้ามาได้ 8. เคลื่อนย้ายด้วยวิธีหมอบคลานต่ำหรือย่อตัวให้ได้มากที่สุด เมื่อเกิดไฟไหม้ควันและความร้อนจะลอยตัวสูง ดังนั้นควรหมอบคลานต่ำเพื่อให้หายใจได้ดีขึ้นและป้องกันการสูดควันมากเกินไปจนสำลักควันหรือเป็นลมจากการสัมผัสควันได้  9. ห้ามใช้ลิฟต์อย่างเด็ดขาด ลิฟต์คือสถานที่ที่อันตรายมากที่สุดเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ เพราะคุณอาจติดอยู่ระหว่างชั้นได้อีกทั้งควันไฟอาจลอยเข้ามาในลิฟต์ เพื่อการอพยพหนีไฟที่ปลอดภัยที่สุดควรใช้บันไดหนีไฟแทน 10. หากไฟไม่แรงมากให้ใช้ถังดับเพลิงดับไฟ ถ้าไฟยังไม่ลุกลามมากควรใช้ถังดับเพลิงที่อยู่ใกล้เคียง แต่ต้องแน่ใจว่าคุณรู้วิธีใช้งานและมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมไฟได้ อย่าเสี่ยงหากไม่มั่นใจเด็ดขาดเพราะอาจเป็นอันตรายต่อตัวเองได้ 11. หากไฟไหม้เสื้อผ้าให้กลิ้งตัวกับพื้น หากไฟติดเสื้อผ้าอย่าตื่นตระหนกและวิ่ง ให้หยุดและกลิ้งตัวไปกับพื้นเพื่อดับไฟ การกลิ้งจะช่วยลดออกซิเจนที่เป็นเชื้อเพลิงไฟทำให้ไฟดับได้เร็วขึ้น  12. หลีกเลี่ยงทางออกที่มีผู้คนแออัด หลีกเลี่ยงทางออกที่มีผู้คนแออัด เพราะทางออกที่มีคนแออัดอาจเกิดความวุ่นวายและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ ควรมองหาทางออกที่มีผู้คนน้อยกว่าและปลอดภัยกว่า  13. หากติดอยู่ในห้อง ให้หาผ้าชุบน้ำอุดขอบประตู หน้าต่าง ถ้าติดอยู่ในห้องที่ไม่สามารถออกไปได้ ให้หาผ้าชุบน้ำและอุดตามขอบประตูและหน้าต่างเพื่อป้องกันควันไฟเข้ามาในห้อง และหาวิธีสื่อสารขอความช่วยเหลือจากภายนอก เช่น ใช้ไฟฉายหรือเคาะประตูอย่างต่อเนื่อง โทรหาเจ้าหน้าที่เพื่อขอความช่วยเหลือ การเอาตัวรอดจากไฟไหม้

Read More »
6 วิธีป้องกันโจรขึ้นบ้านในช่วงวันหยุดยาวหรือไม่มีคนอยู่บ้าน
กิจกรรมเพื่อสังคม

6 วิธีป้องกันโจรขึ้นบ้านในช่วงวันหยุดยาวหรือไม่มีคนอยู่บ้าน

ช่วงวันหยุดยาวหรือช่วงที่ต้องเดินทางไกล หลายคนคงกังวลเรื่องความปลอดภัยของบ้านที่ปล่อยว่างไว้ใช่ไหมคะ? การป้องกันบ้านจากขโมยจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคำนึงถึง บทความนี้จะมาแนะนำ 6 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้บ้านของคุณปลอดภัยจากปัญหาโจรขึ้นบ้าน แม้ในช่วงที่คุณไม่อยู่บ้านก็ตาม พร้อมแล้วไปป้องกันบ้านของคุณให้ปลอดภัยกันเลย! 6 วิธีป้องกันโจรขึ้นบ้านมีอะไรบ้าง? การป้องกันบ้านจากโจรขโมยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่คุณไม่อยู่บ้านเป็นเวลานาน เช่น ช่วงวันหยุดยาว การเดินทางไปต่างประเทศ หรือช่วงที่ทำงานล่วงเวลา การติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยและการป้องกันที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณอุ่นใจและลดความเสี่ยงที่จะถูกงัดแงะได้ มาดูกันว่ามีวิธีป้องกันอะไรบ้าง 1. ติดตั้งกล้องวงจรปิดหรือสัญญาณเตือนภัย อย่างที่ควรทำเมื่อต้องการป้องกันโจรขึ้นบ้านคือ ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวภายในและภายนอกบ้านได้ตลอดเวลา หากมีผู้บุกรุกเข้ามาคุณสามารถบันทึกภาพและคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐานให้ตำรวจได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยเตือนภัยเมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในพื้นที่ที่ติดตั้งเซนเซอร์ สัญญาณเตือนจะดังขึ้นทำให้โจรตกใจและหลบหนีก่อนลงมือขโมยทรัพย์สิน 2. ตรวจสอบความแข็งแรงของรั้วบ้าน รั้วบ้านเป็นด่านแรกที่ช่วยป้องกันโจรขึ้นบ้าน การตรวจสอบความแข็งแรงของรั้ว เช่น รั้วที่มีความสูงเพียงพอและยากต่อการปีนเข้ามาเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม นอกจากนี้ การเพิ่มความปลอดภัยด้วยการติดตั้งรั้วลวดหนามหรือแผงรั้วไฟฟ้าก็สามารถช่วยป้องกันการบุกรุกได้ 3. ตรวจสอบกลอนประตู ลูกบิดประตู และหน้าต่าง กลอนประตู ลูกบิดประตู และหน้าต่างควรมีความแข็งแรง ยากต่อการงัดแงะ และได้รับการตรวจเช็กอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการติดตั้งลูกกรงเหล็กดัดหรือกุญแจเสริมพิเศษที่ยากต่อการทำลาย ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้โจรขโมยสามารถเข้าถึงตัวบ้านได้ง่าย ๆ 4. เก็บทรัพย์สินมีค่าไว้ในที่ปลอดภัย การเก็บทรัพย์สินมีค่า เช่น เงินสด เครื่องประดับ หรือเอกสารสำคัญ ควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัย เช่น ตู้เซฟที่มีความแข็งแรงหรือห้องนิรภัยที่ล็อกอย่างแน่นหนา เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญหายหากเกิดเหตุการณ์โจรกรรม 5. ติดเหล็กดัดกันขโมย การติดเหล็กดัดกันขโมยที่หน้าต่างและประตูเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับบ้านของคุณ โดยเฉพาะในบริเวณที่เสี่ยงต่อการถูกงัดแงะเช่นชั้นล่างของบ้าน ห้องนั่งเล่น แต่ทั้งนี้ควรเลือกเหล็กดัดที่ทำจากวัสดุที่มีคุณภาพดีและมีความแข็งแรงทนทาน 6. ติดตั้งไฟฉุกเฉินอัตโนมัติหรือโคมไฟตั้งเวลา และการป้องกันโจรขึ้นบ้านอย่างสุดท้ายคือการติดตั้งไฟฉุกเฉินอัตโนมัติหรือโคมไฟตั้งเวลา เพื่อป้องกันการบุกรุกไฟฉุกเฉินอัตโนมัติจะเปิดทันทีเมื่อมีการเคลื่อนไหวใกล้บ้าน ทำให้โจรขโมยรู้สึกไม่ปลอดภัยและลดโอกาสที่จะเข้ามาภายในบ้านได้ นอกจากนี้การใช้โคมไฟตั้งเวลาสามารถตั้งค่าให้เปิด-ปิดไฟตามเวลาที่กำหนดได้ทำให้โจรเข้าใจว่ามีคนอยู่ในบ้าน บ้านของคุณจึงปลอดภัยยิ่งขึ้นแม้ไม่มีคนอยู่บ้านก็ตาม  การป้องกันโจรขึ้นบ้านต้องอาศัยความรอบคอบและการเตรียมพร้อมที่ดี การติดตั้งกล้องวงจรปิด การหมั่นตรวจสอบความแข็งแรงของรั้วบ้าน และการใช้เหล็กดัดกันขโมยจะช่วยให้คุณรู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น สำหรับการเพิ่มความปลอดภัยในช่วงที่คุณไม่อยู่บ้านเป็นเวลานาน การติดตั้งไฟฉุกเฉินอัตโนมัติหรือโคมไฟตั้งเวลา เช่น ไฟฉุกเฉิน SUNNY รุ่น TM จะเป็นตัวช่วยที่ดีในการป้องกันบ้านจากการบุกรุกของผู้ไม่หวังดี

Read More »
ไฟอัตโนมัติ
Uncategorized

เช็กข้อดีของไฟฉุกเฉินตั้งเวลาปิดอัตโนมัติ พร้อมแนะนำรายละเอียดจาก SUNNY

ไฟอัตโนมัติ ดีไหม? มีประโยชน์อะไรบ้าง? ทำความรู้จักประโยชน์ของไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ พร้อมแนะนำไฟอัตโนมัติ SUNNY ตัวช่วยเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยที่ทุกบ้านควรมี

Read More »
Uncategorized

แนะนำป้ายไฟทางออกฉุกเฉินรุ่นประหยัดพลังงานจาก SUNNY

แนะนำป้ายไฟทางออกฉุกเฉินรุ่นประหยัดพลังงานจาก SUNNY เพิ่มความปลอดภัยในบ้านและที่ทำงานด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ประหยัดพลังงาน ใช้งานยาวนาน พร้อมติดตั้งง่าย

Read More »
ระบบความปลอดภัยในอาคาร สิ่งสำคัญช่วยเพิ่มความปลอดภัย
Uncategorized

ระบบความปลอดภัยในอาคาร สิ่งสำคัญช่วยเพิ่มความปลอดภัย

ผู้คนที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคาร สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งโรงพยาบาล ล้วนต้องการความปลอดภัย ในกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน ระบบความปลอดภัยที่มีมาตรฐานมีส่วนช่วยทำให้ผู้คนผ่านพ้นวิกฤตเสี่ยงเหล่านั้นไปได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ทำความรู้จักระบบความปลอดภัยในอาคาร ระบบความปลอดภัยในอาคาร คือ ระบบที่ถูกออกแบบเพื่อใช้ในการป้องกันหรือช่วยเหลือผู้คนที่อยู่ภายในอาคารให้ปลอดภัย เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เสี่ยงอันตราย ยกตัวอย่างเช่น การโจรกรรม, เหตุการณ์ยิงกราด, การเกิดอัคคีภัย หรือการเกิดแผ่นดินไหว เป็นต้น  หลักการออกแบบระบบความปลอดภัย ถ้าพูดถึงหลักการออกแบบระบบความปลอดภัยจะประกอบไปด้วย 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ แบบ Passive และ แบบ Active โดยมีรายละเอียดดังนี้ ประโยชน์ของการมีระบบความปลอดภัย ระบบความปลอดภัยมีความสำคัญกับอาคารทุกรูปแบบ ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ แต่หลายคนมักมองข้าม เพราะอาจคิดว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีคำถามที่ว่า ควรติดตั้งระบบความปลอดภัยให้กับอาคารของคุณหรือไม่ มารู้ถึงประโยชน์เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจกันเลย 1. ป้องกันการสูญหาย ไม่ว่าจะเป็นการโจรกรรมหรือภัยจากธรรมชาติ ล้วนนำมาซึ่งความเสียหายทั้งสิ้น บางกรณีอาจเสี่ยงอันตรายถึงแก่ชีวิต จะดีกว่าไหมหากมีระบบความปลอดภัยคอยดูแล ช่วยป้องกันการสูญหายหรือสูญเสียได้ 2. ป้องกันอันตรายในพื้นที่ หากเกิดเหตุอันตรายขึ้น ระบบความปลอดภัยจะส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีเจ้าหน้าที่คอยรับเรื่องและประสานงาน เข้าระงับเหตุร้ายอย่างทันท่วงที 3. ป้องกันการบุกรุกจากบุคคลภายนอก บางสถานที่เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ยกตัวอย่างเช่น โครงการบ้านเดี่ยว โครงการคอนโดมิเนียม หอพักนักศึกษา การยืนยันตัวตนเพื่อเข้าพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากบุคคลภายนอก 4. ใช้สำหรับเป็นหลักฐาน สำหรับหลักฐานจากระบบความปลอดภัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในการดำเนินคดีตามกฎหมายและการเคลมประกัน เรียกได้ว่าคุ้มแบบสองต่อ เพราะนอกจากจะไร้กังวลเรื่องความปลอดภัยแล้ว ยังสามารถใช้ข้อมูลเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงได้อีกด้วย รูปแบบระบบความปลอดภัยในอาคาร มีอะไรบ้าง หลังจากทราบถึงประโยชน์และตัดสินใจเลือกใช้ระบบความปลอดภัย ลำดับต่อไปนี้ เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักระบบความปลอดภัยทั้ง 5 รูปแบบ จากนั้นมาเลือกรูปแบบที่ใช่และเหมาะสมกับอาคารของคุณกันเลย 1. ดูแลความปลอดภัยด้วยเจ้าหน้าที่ รปภ. อาคารที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยมักเลือกใช้ระบบความปลอดภัยรูปแบบนี้ เนื่องจากเป็นความปลอดภัยของผู้อาศัย หากเกิดเหตุร้ายเจ้าหน้าที่ รปภ. สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันที 2. ระบบควบคุมการเข้า – ออกประตู ถือเป็นอีกหนึ่งระบบความปลอดภัยที่ได้รับความนิยมสูง มีหลายฟังก์ชันให้เลือกใช้ เช่น ระบบคีย์การ์ด, ระบบสแกนนิ้วมือ, ระบบสแกนใบหน้า หรือระบบป้อนรหัสผ่าน เป็นการป้องกันบุคคลภายนอกบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ 3. ติดตั้งกล้องวงจรปิด แน่นอนว่าไม่มีใครเฝ้าสถานที่หรือทรัพย์สินที่มีมูลค่าได้ตลอด 24

Read More »
รวมเรื่องสำคัญของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟส (LiFePO4)
Uncategorized

รวมเรื่องสำคัญของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟส (LiFePO4)

การพัฒนาของเทคโนโลยีพลังงาน ส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนสะดวกสบายมากขึ้น จากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบมีสาย แปรเปลี่ยนมาเป็นแบบไร้สาย หรือที่เรียกว่าอุปกรณ์พกพา ซึ่งถือว่าเป็นอีกขั้นของความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมพลังงาน และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟสมีความเกี่ยวข้องอย่างไร บทความนี้สรุปคำตอบมาไว้ให้แล้ว ทำความรู้จักแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟส (LiFePO4) แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟส หรือที่หลายคนเรียกว่า แบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟส เป็นแบตเตอรี่ขนาดเล็กที่มีความจุสูง ถูกจัดอยู่ในประเภทแบตเตอรี่คุณภาพสูง เนื่องจากสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ นิยมนำไปเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องใช้พลังงาน ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้า, โน๊ตบุ๊ค, โทรศัพท์มือถือ, แบตเตอรี่สำรอง หรือโคมไฟฉุกเฉิน เป็นต้น คุณสมบัติของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟส (LiFePO4) คุณสมบัติที่ทำให้แบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟสได้รับความนิยมสูง คือ ความคงที่ในการจ่ายพลังงาน หรือเรียกง่ายๆ ว่าการจ่ายไฟ ถึงแม้ว่าไฟในแบตเตอรี่จะใกล้หมด แต่ความแรงในการจ่ายไฟก็ไม่มีสะดุด อีกทั้งเมื่อนำกลับมาชาร์จใหม่ สามารถชาร์จเต็มความจุในระยะเวลาอันสั้น สะดวกต่อการใช้งาน อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟส (LiFePO4) อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟสจะขึ้นอยู่กับการใช้งานและการดูแลรักษา โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 1 – 1.5 ปี ข้อควรระวัง ไม่แนะนำให้ซื้อสำรอง เนื่องจากแบตเตอรี่ชนิดนี้มีอายุการใช้งานของตัวมันเอง ไม่ว่าจะใช้งานหรือไม่ใช้งาน สภาพของแบตเตอรี่ก็จะค่อยๆ เสื่อมลงอยู่ดี วิธีดูแลรักษาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟส (LiFePO4) ถึงว่าแบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟสจะขึ้นชื่อในเรื่องความทนทาน แต่ถ้าดูแลรักษาไม่ถูกวิธี ก็จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพก่อนถึงกำหนดอายุการใช้งานได้ ซึ่งวิธีดูแลรักษาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟสมีเพียง 3 ข้อง่ายๆ ดังนี้ 1. อย่าใช้จนแบตหมดเกลี้ยง การที่แบตเตอรี่ไม่มีไฟหล่อเลี้ยง ถือเป็นการเร่งระยะเวลาให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น ไม่แนะนำให้ใช้ไฟจนหมด หากพบว่าแบตเตอรี่ใกล้จะหมด ควรหยุดใช้และนำไปชาร์จไฟทันที 2. เก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม แบตเตอรี่ถือเป็นแหล่งกักเก็บพลังงาน หากจัดเก็บในอุณหภูมิที่สูงเกินไป หรือมีความชื้นมากเกินไป จะส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมไวขึ้น ในกรณีร้ายแรง อาจเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ดังนั้นควรเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม 3. ใช้อุปกรณ์ชาร์จไฟที่ได้มาตรฐาน แม้ว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟสจะมีคุณภาพสูงเพียงใด แต่ถ้าผู้ใช้งานเลือกใช้วงจรชาร์จไฟที่ไม่มีมาตรฐาน จะทำให้คุณภาพของแบตเตอรี่ลดลงทันที เพราะการชาร์จไฟเข้าแบตที่ถูกต้อง ควรเป็นการจ่ายไฟที่คงที่ เพื่อป้องกันไม่ให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ สรุปบทความ ปัจจุบันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟสยังได้รับการคิดค้นและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีแนวโน้มว่าในอนาคตแบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟสจะเป็นส่วนประกอบสำคัญในรถยนต์ไฟฟ้า นับว่าเป็นมูลค่าที่มหาศาล สำหรับ Sunny Emergency Light ที่เชี่ยวชาญในการพัฒนา ออกแบบ และผลิตอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย เล็งเห็นประโยชน์ของแบตเตอรี่ชนิดนี้ จึงนำมาต่อยอดนวัตกรรมระบบไฟฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟฉุกเฉิน SG Series,

Read More »
เหตุผลที่ควรติดตั้งไฟฉุกเฉินทั่วบ้าน

3 เหตุผลที่ควรติดตั้งไฟฉุกเฉินในบ้าน เพื่อความปลอดภัยของผู้สูงอายุ

สำหรับคนไทยแล้ว อาจจะมองว่าการติดตั้งไฟให้ทั่วทั้งบริเวณบ้าน หรือการติดตั้งไฟอัตโนมัติที่เปิด-ปิดอัตโนมัติในตอนกลางคืนถือว่าเพียงพอ แต่จริง ๆ แล้ว นอกเหนือไปจากการติดตั้งไฟให้ทั่วทุกจุดของบริเวณบ้าน หรือการติดตั้งไฟอัตโนมัติแล้ว เราอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับ “ไฟฉุกเฉิน” ที่นิยมติดในต่างประเทศ เพราะอุปกรณ์ชนิดนี้ เป็นอีกหนึ่งระบบรักษาความปลอดภัย ที่จะช่วยสร้างความอุ่นใจให้แก่เจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยได้มากทีเดียว 5 จุดในบ้านที่ควรมีไฟฉุกเฉิน สำหรับผู้ที่ต้องการจะเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ตัวเอง หรือผู้อาศัยในบ้าน แต่ไม่รู้ว่าจะต้องเลือกติดตั้งไฟฉุกเฉินในบ้านจุดไหนดี เราได้นำเอา 5 จุดที่เหมาะแก่การติดตั้ง จุดที่จะเป็นประโยชน์อย่างมาก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างไฟฟ้าดับ, ไฟฟ้าลัดวงจร, ไฟกระชาก หรือแม้แต่ยามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่าง “ไฟไหม้” 5 จุดนี้ คือจุดติดตั้งที่เราขอแนะนำ ห้องครัว จุดแรกที่แนะนำว่าควรมีการติดตั้ง โคมไฟฉุกเฉิน เอาไว้เพื่อความปลอดภัย คือบริเวณของห้องครัว เนื่องจากห้องครัวเป็นห้องที่มีอุปกรณ์อันตรายต่าง ๆ อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเตาแก๊ส มีด หรือหากบ้านไหนมีประตูหลังบ้านอยู่ที่บริเวณห้องครัวด้วย การติดตั้งไฟฉุกเฉินเอาไว้ สามารถป้องกันอันตรายจากการโดนโจรขึ้นบ้านได้ โถงรับแขกชั้นล่าง เมื่อไหร่ก็ตามที่ไฟฟ้าเกิดการขัดข้อง ผู้อาศัยในบ้านมักที่จะมารวมตัวกันอยู่ที่บริเวณโถงรับแขกชั้นล่างอยู่เสมอ ดังนั้นบริเวณโถงรับแขก เป็นอีกหนึ่งบริเวณที่ควรติดไฟฉุกเฉินเอาไว้ เพื่อการมองเห็น หรือเพื่อความสะดวกในการอยู่ร่วมกัน ห้องนอน หากจะเลือกติดไฟฉุกเฉินในบ้านที่บริเวณห้องนอน เราแนะนำเลือกติดไว้ที่ห้องนอนใหญ่ หรือห้องนอนของหัวหน้าครอบครัว ที่อาจมีสิ่งของสำคัญเก็บเอาไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการ จะได้สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที บันไดบ้าน เมื่อเกิดเหตุไฟดับ สิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายและเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ คือ “อุบัติเหตุ” เนื่องจากความมืด อาจทำให้ผู้อาศัยในบ้านไม่สามารถใช้ชีวิตได้สะดวก และจุดที่มักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยมากที่สุด ก็คงไม่พ้นบันไดบ้าน การติดตั้งไฟฉุกเฉินในบ้านที่บริเวณบันได จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้สูง ลานจอดรถหรือโรงจอดรถ สำหรับบ้านไหนที่มีการเก็บอุปกรณ์ช่างเอาไว้ที่บริเวณลานจอดรถ หรือบริเวณโรงรถ แนะนำว่าควรติดตั้งไฟฉุกเฉินเอาไว้ที่บริเวณนั้น ๆ ด้วย เพื่อให้สามารถหาอุปกรณ์ได้ง่ายมากขึ้น ในยามที่ไฟฟ้าดับลง 3 เหตุผลที่ควรติดตั้งไฟฉุกเฉินในบ้าน นอกจาก 5 จุดแนะนำติดตั้งไฟฉุกเฉินในบ้าน ที่เราได้นำเอามาฝากในข้างต้นแล้ว เรายังได้นำเอา 3 เหตุผลที่ควรมีหรือควรติดตั้งไฟฉุกเฉิน มาเผื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ สำหรับผู้ที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยรูปแบบนี้ดีไหม นี่คือ 3 เหตุผลดี ๆ ที่เรานำมาฝากเพิ่มเติม 1. เพื่อความปลอดภัย ไฟฉุกเฉินจะเป็นไฟที่ทำงานอัตโนมัติทันที เมื่อไฟฟ้าในบ้านดับลง

Read More »
รวมระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน

เพิ่มความปลอดภัยด้วย 7 ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน

ถึงแม้จะอยู่ในบ้าน แต่เรื่องความปลอดภัย ก็ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด และหากจะให้พูดอย่างถูกต้องแล้ว “ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน” เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากเป็นอันดับหนึ่งเสียด้วยซ้ำ เพราะอุบัติเหตุ คือสิ่งไม่คาดคิดที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และยิ่งหากบ้านไหนมีผู้สูงอายุ หรือมีเด็ก ๆ ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับระบบรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ 7 ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านที่ควรมีไว้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกคนภายในบ้าน Sunny Emergency Light ได้นำเอา 7 ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านที่แนะนำว่าควรมีติดเอาไว้ นำเอามาฝากเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความปลอดภัยในบ้าน โดยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราได้นำเอามาฝากในวันนี้ จะเป็นอุปกรณ์ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และช่วยป้องกันการบาดเจ็บและการสูญเสียทรัพย์สินได้ โดยจะมีอะไรบ้างนั้นไปดู 1. ติดตั้งเครื่องตรวจจับควันในบ้าน เหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียได้มากเป็นอันดับต้น ๆ คงจะหนีไม่พ้น “เหตุเพลิงไหม้” ตามบ้านเรือนหรือที่พักอาศัย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ส่วนใหญ่ มักมาจากการทำอาหาร, การจุดธูปเทียน และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าช็อต การติดตั้งเครื่องตรวจจับควันในบ้าน หรือเครื่องตรวจจับความร้อนในบ้าน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้ได้เป็นอย่างดี 2. ติดตั้งวัสดุกันลื่น การลื่นล้ม การหกล้ม สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย และสามารถเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ ที่ ไม่เว้นแม้แต่ภายในบ้านของคุณเอง โดยเฉพาะบริเวณที่เปียก ลื่น หรือมีความมัน หากคุณอยากลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในรูปแบบนี้ สามารถป้องกันได้ด้วยการติดตั้งวัสดุกันลื่น ตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ อย่างเช่น ห้องน้ำและห้องครัว เป็นต้น 3. ติดตั้งไฟส่องสว่างทั่วบริเวณบ้าน “ไฟ” ถือเป็นหนึ่งในระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากบ้านของคุณมีไฟไม่สว่างมากพอ อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ การโจรกรรม และเสี่ยงอันตรายกับสัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์ที่มีพิษด้วย เพื่อให้คุณมองเห็นได้ทั่วทั้งบริเวณบ้าน ทุกจุดของบ้านจะต้องมีความสว่างเพียงพอ 4. ติดตั้งโคมไฟฉุกเฉิน เหตุการณ์ไฟฟ้าดับ เป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อย และสามารถเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ บางครั้งอาจจะต้องรอนานข้ามวันไฟฟ้าถึงกลับมาใช้ได้ และความมืดก็สามารถทำให้อันตรายเกิดขึ้นได้นับไม่ถ้วน ดังนั้น โคมไฟฉุกเฉิน เป็นตัวช่วยอย่างดี ที่จะทำหน้าที่ในยามที่ไฟฟ้าเกิดเหตุขัดข้อง 5. ติดตั้งกล้องวงจรปิดไร้สาย กล้องวงจรปิดเป็นระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านที่ในปัจจุบันนี้แทบจะทุกบ้านต้องมีติดเอาไว้ เป็นอุปกรณ์ที่สามารถติดไว้กันขโมย และเอาไว้ตรวจตราในยามที่ไม่มีใครอยู่บ้าน รวมถึงสามารถใช้เป็นอุปกรณ์สอดส่องที่เอาไว้ดูแลผู้คนในบ้านได้ด้วย ในกรณีที่บ้านไหนมีผู้สูงอายุ หากเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ เกิดขึ้น จะสามารถช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที 6. ติดตั้งระบบเฝ้าระวังความปลอดภัย เซนเซอร์ตรวจจับความผิดปกติต่าง ๆ

Read More »
10 วิธีเพิ่มความปลอดภัยภายในบ้านที่ไม่ควรมองข้าม

10 วิธีเพิ่มความปลอดภัยภายในบ้านที่ไม่ควรมองข้าม

หลายคนคงคิดว่าบ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด ไม่เหมือนกับการออกไปข้างนอกที่ต้องเสี่ยงภัยอันตรายหรือเสี่ยงอุบัติเหตุต่าง ๆ  แต่ความจริงนั้น การอยู่บ้านก็ใช่ว่าจะปลอดภัย อาจเกิดอุบัติเหตุได้ไม่ต่างจากโลกภายนอกเลยหากไม่มีการป้องกันที่ดี เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าเสื่อมสภาพทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร ความปลอดภัยที่หละหลวมเช่นนี้ อาจส่งผลกับทุกชีวิตที่คุณรักรวมถึงตัวคุณเองด้วย ในบทความมนี้ Sunny Emergency Light มี 10 วิธีเพิ่มความปลอดภัยภายในบ้านมาเล่าสู่กันฟัง จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย วิธีเพิ่มความปลอดภัยภายในบ้าน 1. การติดตั้งกล้องวงจรปิด วิธีเพิ่มความปลอดภัยภายในบ้านวิธีแรกคือ การติดตั้งกล้องวงจรปิด ซึ่งการติดตั้งกล้องวงจรปิดนั้นสามารถเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่บ้านได้ เปรียบเสมือนหูตาให้เราเมื่อเราไม่อยู่บ้าน และเป็นหลักฐานชั้นดีหากมีการโจรกรรมเกิดขึ้น 2. การติดตั้งเครื่องตรวจจับควัน การติดตั้งเครื่องตรวจจับควัน หรือ Smoke Detector เป็นอีกตัวช่วยหลักที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยภายในบ้าน โดยเฉพาะในห้องครัวที่มีการใช้แก๊ส ใช้ไฟฟ้าในการทำอาหาร ซึ่งอันตรายที่ใกล้ตัวที่สุดอาจจะมาในรูปแบบเพลิงไหม้จากการทำอาหาร เมื่อเกิดเพลิงไหม้ Smoke Detector จะสามารถตรวจจับควันไฟ และส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังเครื่องรับสัญญาณ ส่งผลให้มีการดับไฟได้ทันท่วงทีก่อนที่ไฟจะลุกลามไปไกล และช่วยลดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้อีกด้วย 3. การติดตั้งไฟเพื่อความสว่างและการมองเห็น ความสว่าง เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากแสงในบ้านน้อยเกินไป โดยเฉพาะบริเวณรอบ ๆ บ้าน อย่างสนามหญ้า หรือข้างบ้านที่เต็มไปด้วยสัตว์เลื้อยคลาน อาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้ ทั้งนี้ การติดตั้งไฟฉุกเฉินที่บ้านก็เป็นอีกสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเกิดเหตุไฟดับขึ้นมา คุณจะหายห่วงเรื่องความมืดที่มาพร้อมอันตรายได้เลย 4. การติดตั้งวัสดุกันลื่นในพื้นที่เสี่ยง การสะดุดหรือลื่นล้ม เป็นอุบัติเหตุภายในบ้านที่พบเจอได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะทางไม่ราบเรียบ ทางลาดชัน และพื้นในห้องน้ำที่ลื่นจนเกินไป ซึ่งอาจทำให้สมาชิกภายในบ้านอย่างเด็กเล็กและผู้สูงวัยเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มศรีษะฟาดพื้นได้ ดังนั้น การติดตั้งวัสดุกันลื่นในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยภายในบ้านได้อย่างดี 5. ตรวจระบบไฟฟ้าในบ้านกันไฟลัดวงจร คุณอาจจะเคยชินกับการใช้ไฟฟ้าทุกวันจนลืมเช็กความปลอดภัย โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า เครื่องตัดไฟ หรือ เบรกเกอร์ ที่ต้องตรวจสอบอยู่เสมอว่ามันยังใช้งานได้อยู่หรือชำรุดไปแล้ว ซึ่งการหมั่นตรวจสอบระบบไฟฟ้าอยู่เสมอนั้น เป็นการป้องกันอันตรายได้ทันท่วงที ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรที่นำมาซึ่งการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน 6. มีอุปกรณ์ดับไฟไว้ที่บ้าน ถังดับเพลิงถือเป็นอุปกรณ์ที่ควรมีติดบ้าน และผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านทุกคนควรศึกษาวิธีการใช้งานให้เข้าใจ เพราะเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ จะสามารถดับไฟที่ลุกลามได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม คุณต้องหมั่นตรวจสอบสภาพถังดับเพลิงเป็นประจำ รวมถึงเปลี่ยนถ่ายน้ำยาเมื่อครบกำหนดอายุการใช้งาน 7. เก็บของมีคมให้เป็นที่ อุปกรณ์ที่มีปลายแหลมหรือของมีคมต่าง ๆ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน โดยเฉพาะกับเด็กหรือผู้สูงอายุที่อาจจะไม่ทันระวัง เผลอหยิบจับของมีคมอย่างมีด กรรไกร และคัตเตอร์ที่วางอยู่ตามจุดต่าง

Read More »