
แนะนำป้ายไฟทางออกฉุกเฉินรุ่นประหยัดพลังงานจาก SUNNY
แนะนำป้ายไฟทางออกฉุกเฉินรุ่นประหยัดพลังงานจาก SUNNY เพิ่มความปลอดภัยในบ้านและที่ทำงานด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ประหยัดพลังงาน ใช้งานยาวนาน พร้อมติดตั้งง่าย

แนะนำป้ายไฟทางออกฉุกเฉินรุ่นประหยัดพลังงานจาก SUNNY เพิ่มความปลอดภัยในบ้านและที่ทำงานด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ประหยัดพลังงาน ใช้งานยาวนาน พร้อมติดตั้งง่าย

ผู้คนที่อยู่ตามสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคาร สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งโรงพยาบาล ล้วนต้องการความปลอดภัย ในกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน ระบบความปลอดภัยที่มีมาตรฐานมีส่วนช่วยทำให้ผู้คนผ่านพ้นวิกฤตเสี่ยงเหล่านั้นไปได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ทำความรู้จักระบบความปลอดภัยในอาคาร ระบบความปลอดภัยในอาคาร คือ ระบบที่ถูกออกแบบเพื่อใช้ในการป้องกันหรือช่วยเหลือผู้คนที่อยู่ภายในอาคารให้ปลอดภัย เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่เสี่ยงอันตราย ยกตัวอย่างเช่น การโจรกรรม, เหตุการณ์ยิงกราด, การเกิดอัคคีภัย หรือการเกิดแผ่นดินไหว เป็นต้น หลักการออกแบบระบบความปลอดภัย ถ้าพูดถึงหลักการออกแบบระบบความปลอดภัยจะประกอบไปด้วย 2 แบบด้วยกัน ได้แก่ แบบ Passive และ แบบ Active โดยมีรายละเอียดดังนี้ ประโยชน์ของการมีระบบความปลอดภัย ระบบความปลอดภัยมีความสำคัญกับอาคารทุกรูปแบบ ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ แต่หลายคนมักมองข้าม เพราะอาจคิดว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีคำถามที่ว่า ควรติดตั้งระบบความปลอดภัยให้กับอาคารของคุณหรือไม่ มารู้ถึงประโยชน์เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจกันเลย 1. ป้องกันการสูญหาย ไม่ว่าจะเป็นการโจรกรรมหรือภัยจากธรรมชาติ ล้วนนำมาซึ่งความเสียหายทั้งสิ้น บางกรณีอาจเสี่ยงอันตรายถึงแก่ชีวิต จะดีกว่าไหมหากมีระบบความปลอดภัยคอยดูแล ช่วยป้องกันการสูญหายหรือสูญเสียได้ 2. ป้องกันอันตรายในพื้นที่ หากเกิดเหตุอันตรายขึ้น ระบบความปลอดภัยจะส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีเจ้าหน้าที่คอยรับเรื่องและประสานงาน เข้าระงับเหตุร้ายอย่างทันท่วงที 3. ป้องกันการบุกรุกจากบุคคลภายนอก บางสถานที่เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล ยกตัวอย่างเช่น โครงการบ้านเดี่ยว โครงการคอนโดมิเนียม หอพักนักศึกษา การยืนยันตัวตนเพื่อเข้าพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากบุคคลภายนอก 4. ใช้สำหรับเป็นหลักฐาน สำหรับหลักฐานจากระบบความปลอดภัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในการดำเนินคดีตามกฎหมายและการเคลมประกัน เรียกได้ว่าคุ้มแบบสองต่อ เพราะนอกจากจะไร้กังวลเรื่องความปลอดภัยแล้ว ยังสามารถใช้ข้อมูลเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงได้อีกด้วย รูปแบบระบบความปลอดภัยในอาคาร มีอะไรบ้าง หลังจากทราบถึงประโยชน์และตัดสินใจเลือกใช้ระบบความปลอดภัย ลำดับต่อไปนี้ เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักระบบความปลอดภัยทั้ง 5 รูปแบบ จากนั้นมาเลือกรูปแบบที่ใช่และเหมาะสมกับอาคารของคุณกันเลย 1. ดูแลความปลอดภัยด้วยเจ้าหน้าที่ รปภ. อาคารที่ใช้เป็นสถานที่อยู่อาศัยมักเลือกใช้ระบบความปลอดภัยรูปแบบนี้ เนื่องจากเป็นความปลอดภัยของผู้อาศัย หากเกิดเหตุร้ายเจ้าหน้าที่ รปภ. สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันที 2. ระบบควบคุมการเข้า – ออกประตู ถือเป็นอีกหนึ่งระบบความปลอดภัยที่ได้รับความนิยมสูง มีหลายฟังก์ชันให้เลือกใช้ เช่น ระบบคีย์การ์ด, ระบบสแกนนิ้วมือ, ระบบสแกนใบหน้า หรือระบบป้อนรหัสผ่าน เป็นการป้องกันบุคคลภายนอกบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ 3. ติดตั้งกล้องวงจรปิด แน่นอนว่าไม่มีใครเฝ้าสถานที่หรือทรัพย์สินที่มีมูลค่าได้ตลอด 24

การพัฒนาของเทคโนโลยีพลังงาน ส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนสะดวกสบายมากขึ้น จากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบมีสาย แปรเปลี่ยนมาเป็นแบบไร้สาย หรือที่เรียกว่าอุปกรณ์พกพา ซึ่งถือว่าเป็นอีกขั้นของความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมพลังงาน และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตมีความเกี่ยวข้องอย่างไร บทความนี้สรุปคำตอบมาไว้ให้แล้ว แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LiFePO4) คืออะไร แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LiFePO4) คือ ประสิทธิภาพสูงที่มีความจุและเสถียรภาพที่ยอดเยี่ยม ถูกจัดอยู่ในประเภทแบตเตอรี่คุณภาพสูงที่สามารถนำกลับมาชาร์จใช้ใหม่ได้เป็นจำนวนหลายพันครั้ง ปัจจุบันนิยมนำไปเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์และยานยนต์ที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสูง ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ไฟฟ้า ($\text{EV}$), พาวเวอร์สเตชันพกพา, ระบบสำรองไฟ และโคมไฟฉุกเฉิน เป็นต้น คุณสมบัติของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LiFePO4) คุณสมบัติที่ทำให้แบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟตได้รับความนิยมสูง คือ ความคงที่ในการจ่ายพลังงาน หรือเรียกง่ายๆ ว่าการจ่ายไฟ ถึงแม้ว่าไฟในแบตเตอรี่จะใกล้หมด แต่ความแรงและแรงดันในการจ่ายไฟก็ไม่มีตก อีกทั้งเมื่อนำกลับมาชาร์จใหม่ ก็สามารถรองรับการชาร์จเร็วเพื่อประจุไฟเข้าจนเต็มความจุได้ในระยะเวลาอันสั้น สะดวกต่อการใช้งานเป็นอย่างมาก อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต(LiFePO4) อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟตจะขึ้นอยู่กับการใช้งานและการดูแลรักษา โดยทั่วไปจะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานเป็นพิเศษ เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5-10 ปี (หรือรองรับการชาร์จได้สูงถึง 2,000-5,000 รอบชาร์จ) ซึ่งต่างจากแบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดทั่วไปที่มีอายุการใช้งานสั้นเพียง 1-2 ปี อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่ชนิดนี้จะมีการเสื่อมสภาพตามกาลเวลาตามธรรมชาติของวัสดุเคมีภายใน ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ซื้อสำรองเก็บไว้เป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการใช้งาน วิธีดูแลรักษาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต(LiFePO4) ถึงว่าแบตเตอรี่ลิเธียมฟอสเฟตจะขึ้นชื่อในเรื่องความทนทาน แต่ถ้าดูแลรักษาไม่ถูกวิธี ก็จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพก่อนถึงกำหนดอายุการใช้งานได้ ซึ่งวิธีดูแลรักษาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตมีเพียง 3 ข้อง่ายๆ ดังนี้ 1. อย่าใช้จนแบตหมดเกลี้ยง การที่แบตเตอรี่ไม่มีไฟหล่อเลี้ยง ถือเป็นการเร่งระยะเวลาให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น ไม่แนะนำให้ใช้งานจนแบตเตอรี่ดับไปเอง หากพบว่าระบบแจ้งเตือนว่าแบตเตอรี่ใกล้จะหมด ควรหยุดใช้งานและนำไปชาร์จไฟทันที 2. เก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม แบตเตอรี่ถือเป็นแหล่งกักเก็บพลังงาน หากจัดเก็บในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงเกินไปหรือมีความชื้นสะสมมากเกินไป จะส่งผลให้โครงสร้างภายในเสื่อมประสิทธิภาพไวขึ้น และในกรณีเลวร้ายอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ จึงควรเก็บรักษาไว้ในสถานที่แห้ง มีการระบายอากาศที่ดี และอุณหภูมิห้องปกติ 3. ใช้อุปกรณ์ชาร์จไฟที่ได้มาตรฐาน แม้ว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตจะมีระบบความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม แต่การเลือกใช้วงจรชาร์จไฟที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลเสียต่ออายุการใช้งานทันที เนื่องจากการชาร์จไฟที่ถูกต้องควรมีการควบคุมการจ่ายกระแสไฟและแรงดันไฟฟ้าให้คงที่ สม่ำเสมอ และตัดไฟเมื่อเต็มได้อย่างแม่นยำ เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์แบตเตอรี่เสียหายก่อนเวลาอันควร แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตต่างจากแบตเตอรี่ทั่วไปอย่างไร แม้ภายนอกจะมีลักษณะรูปทรงที่คล้ายคลึงกัน แต่โครงสร้างทางเคมีและสถาปัตยกรรมภายในทำให้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตมีจุดเด่นหลายประการที่เหนือกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป (เช่น แบตเตอรี่ตะกั่ว-กรด หรือแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนชนิดอื่น ๆ) อย่างเห็นได้ชัด ดังนี้ การนำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตมาใช้งานในปัจจุบัน ด้วยความคุ้มค่าในระยะยาวและประสิทธิภาพที่โดดเด่น ทำให้ในปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้นำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตเข้ามาประยุกต์ใช้งานอย่างแพร่หลายในหลายมิติ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LiFePO4)

สำหรับคนไทยแล้ว อาจจะมองว่าการติดตั้งไฟให้ทั่วทั้งบริเวณบ้าน หรือการติดตั้งไฟอัตโนมัติที่เปิด-ปิดอัตโนมัติในตอนกลางคืนถือว่าเพียงพอ แต่จริง ๆ แล้ว นอกเหนือไปจากการติดตั้งไฟให้ทั่วทุกจุดของบริเวณบ้าน หรือการติดตั้งไฟอัตโนมัติแล้ว เราอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับ “ไฟฉุกเฉิน” ที่นิยมติดในต่างประเทศ เพราะอุปกรณ์ชนิดนี้ เป็นอีกหนึ่งระบบรักษาความปลอดภัย ที่จะช่วยสร้างความอุ่นใจให้แก่เจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยได้มากทีเดียว 5 จุดในบ้านที่ควรมีไฟฉุกเฉิน สำหรับผู้ที่ต้องการจะเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ตัวเอง หรือผู้อาศัยในบ้าน แต่ไม่รู้ว่าจะต้องเลือกติดตั้งไฟฉุกเฉินในบ้านจุดไหนดี เราได้นำเอา 5 จุดที่เหมาะแก่การติดตั้ง จุดที่จะเป็นประโยชน์อย่างมาก หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างไฟฟ้าดับ, ไฟฟ้าลัดวงจร, ไฟกระชาก หรือแม้แต่ยามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่าง “ไฟไหม้” 5 จุดนี้ คือจุดติดตั้งที่เราขอแนะนำ ห้องครัว จุดแรกที่แนะนำว่าควรมีการติดตั้ง โคมไฟฉุกเฉิน เอาไว้เพื่อความปลอดภัย คือบริเวณของห้องครัว เนื่องจากห้องครัวเป็นห้องที่มีอุปกรณ์อันตรายต่าง ๆ อยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นเตาแก๊ส มีด หรือหากบ้านไหนมีประตูหลังบ้านอยู่ที่บริเวณห้องครัวด้วย การติดตั้งไฟฉุกเฉินเอาไว้ สามารถป้องกันอันตรายจากการโดนโจรขึ้นบ้านได้ โถงรับแขกชั้นล่าง เมื่อไหร่ก็ตามที่ไฟฟ้าเกิดการขัดข้อง ผู้อาศัยในบ้านมักที่จะมารวมตัวกันอยู่ที่บริเวณโถงรับแขกชั้นล่างอยู่เสมอ ดังนั้นบริเวณโถงรับแขก เป็นอีกหนึ่งบริเวณที่ควรติดไฟฉุกเฉินเอาไว้ เพื่อการมองเห็น หรือเพื่อความสะดวกในการอยู่ร่วมกัน ห้องนอน หากจะเลือกติดไฟฉุกเฉินในบ้านที่บริเวณห้องนอน เราแนะนำเลือกติดไว้ที่ห้องนอนใหญ่ หรือห้องนอนของหัวหน้าครอบครัว ที่อาจมีสิ่งของสำคัญเก็บเอาไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดการ จะได้สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที บันไดบ้าน เมื่อเกิดเหตุไฟดับ สิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายและเกิดขึ้นได้บ่อย ๆ คือ “อุบัติเหตุ” เนื่องจากความมืด อาจทำให้ผู้อาศัยในบ้านไม่สามารถใช้ชีวิตได้สะดวก และจุดที่มักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยมากที่สุด ก็คงไม่พ้นบันไดบ้าน การติดตั้งไฟฉุกเฉินในบ้านที่บริเวณบันได จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้สูง ลานจอดรถหรือโรงจอดรถ สำหรับบ้านไหนที่มีการเก็บอุปกรณ์ช่างเอาไว้ที่บริเวณลานจอดรถ หรือบริเวณโรงรถ แนะนำว่าควรติดตั้งไฟฉุกเฉินเอาไว้ที่บริเวณนั้น ๆ ด้วย เพื่อให้สามารถหาอุปกรณ์ได้ง่ายมากขึ้น ในยามที่ไฟฟ้าดับลง 3 เหตุผลที่ควรติดตั้งไฟฉุกเฉินในบ้าน นอกจาก 5 จุดแนะนำติดตั้งไฟฉุกเฉินในบ้าน ที่เราได้นำเอามาฝากในข้างต้นแล้ว เรายังได้นำเอา 3 เหตุผลที่ควรมีหรือควรติดตั้งไฟฉุกเฉิน มาเผื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ สำหรับผู้ที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยรูปแบบนี้ดีไหม นี่คือ 3 เหตุผลดี ๆ ที่เรานำมาฝากเพิ่มเติม 1. เพื่อความปลอดภัย ไฟฉุกเฉินจะเป็นไฟที่ทำงานอัตโนมัติทันที เมื่อไฟฟ้าในบ้านดับลง

ถึงแม้จะอยู่ในบ้าน แต่เรื่องความปลอดภัย ก็ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด และหากจะให้พูดอย่างถูกต้องแล้ว “ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน” เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากเป็นอันดับหนึ่งเสียด้วยซ้ำ เพราะอุบัติเหตุ คือสิ่งไม่คาดคิดที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และยิ่งหากบ้านไหนมีผู้สูงอายุ หรือมีเด็ก ๆ ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับระบบรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ 7 ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านที่ควรมีไว้ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกคนภายในบ้าน Sunny Emergency Light ได้นำเอา 7 ระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านที่แนะนำว่าควรมีติดเอาไว้ นำเอามาฝากเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มความปลอดภัยในบ้าน โดยอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราได้นำเอามาฝากในวันนี้ จะเป็นอุปกรณ์ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และช่วยป้องกันการบาดเจ็บและการสูญเสียทรัพย์สินได้ โดยจะมีอะไรบ้างนั้นไปดู 1. ติดตั้งเครื่องตรวจจับควันในบ้าน เหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียได้มากเป็นอันดับต้น ๆ คงจะหนีไม่พ้น “เหตุเพลิงไหม้” ตามบ้านเรือนหรือที่พักอาศัย ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ส่วนใหญ่ มักมาจากการทำอาหาร, การจุดธูปเทียน และอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าช็อต การติดตั้งเครื่องตรวจจับควันในบ้าน หรือเครื่องตรวจจับความร้อนในบ้าน จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้ได้เป็นอย่างดี 2. ติดตั้งวัสดุกันลื่น การลื่นล้ม การหกล้ม สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย และสามารถเกิดขึ้นได้ในทุก ๆ ที่ ไม่เว้นแม้แต่ภายในบ้านของคุณเอง โดยเฉพาะบริเวณที่เปียก ลื่น หรือมีความมัน หากคุณอยากลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในรูปแบบนี้ สามารถป้องกันได้ด้วยการติดตั้งวัสดุกันลื่น ตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ อย่างเช่น ห้องน้ำและห้องครัว เป็นต้น 3. ติดตั้งไฟส่องสว่างทั่วบริเวณบ้าน “ไฟ” ถือเป็นหนึ่งในระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากบ้านของคุณมีไฟไม่สว่างมากพอ อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ การโจรกรรม และเสี่ยงอันตรายกับสัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์ที่มีพิษด้วย เพื่อให้คุณมองเห็นได้ทั่วทั้งบริเวณบ้าน ทุกจุดของบ้านจะต้องมีความสว่างเพียงพอ 4. ติดตั้งโคมไฟฉุกเฉิน เหตุการณ์ไฟฟ้าดับ เป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้บ่อย และสามารถเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ บางครั้งอาจจะต้องรอนานข้ามวันไฟฟ้าถึงกลับมาใช้ได้ และความมืดก็สามารถทำให้อันตรายเกิดขึ้นได้นับไม่ถ้วน ดังนั้น โคมไฟฉุกเฉิน เป็นตัวช่วยอย่างดี ที่จะทำหน้าที่ในยามที่ไฟฟ้าเกิดเหตุขัดข้อง 5. ติดตั้งกล้องวงจรปิดไร้สาย กล้องวงจรปิดเป็นระบบรักษาความปลอดภัยในบ้านที่ในปัจจุบันนี้แทบจะทุกบ้านต้องมีติดเอาไว้ เป็นอุปกรณ์ที่สามารถติดไว้กันขโมย และเอาไว้ตรวจตราในยามที่ไม่มีใครอยู่บ้าน รวมถึงสามารถใช้เป็นอุปกรณ์สอดส่องที่เอาไว้ดูแลผู้คนในบ้านได้ด้วย ในกรณีที่บ้านไหนมีผู้สูงอายุ หากเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ เกิดขึ้น จะสามารถช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที 6. ติดตั้งระบบเฝ้าระวังความปลอดภัย เซนเซอร์ตรวจจับความผิดปกติต่าง ๆ

หลายคนคงคิดว่าบ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด ไม่เหมือนกับการออกไปข้างนอกที่ต้องเสี่ยงภัยอันตรายหรือเสี่ยงอุบัติเหตุต่าง ๆ แต่ความจริงนั้น การอยู่บ้านก็ใช่ว่าจะปลอดภัย อาจเกิดอุบัติเหตุได้ไม่ต่างจากโลกภายนอกเลยหากไม่มีการป้องกันที่ดี เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าเสื่อมสภาพทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร ความปลอดภัยที่หละหลวมเช่นนี้ อาจส่งผลกับทุกชีวิตที่คุณรักรวมถึงตัวคุณเองด้วย ในบทความมนี้ Sunny Emergency Light มี 10 วิธีเพิ่มความปลอดภัยภายในบ้านมาเล่าสู่กันฟัง จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย วิธีเพิ่มความปลอดภัยภายในบ้าน 1. การติดตั้งกล้องวงจรปิด วิธีเพิ่มความปลอดภัยภายในบ้านวิธีแรกคือ การติดตั้งกล้องวงจรปิด ซึ่งการติดตั้งกล้องวงจรปิดนั้นสามารถเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่บ้านได้ เปรียบเสมือนหูตาให้เราเมื่อเราไม่อยู่บ้าน และเป็นหลักฐานชั้นดีหากมีการโจรกรรมเกิดขึ้น 2. การติดตั้งเครื่องตรวจจับควัน การติดตั้งเครื่องตรวจจับควัน หรือ Smoke Detector เป็นอีกตัวช่วยหลักที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยภายในบ้าน โดยเฉพาะในห้องครัวที่มีการใช้แก๊ส ใช้ไฟฟ้าในการทำอาหาร ซึ่งอันตรายที่ใกล้ตัวที่สุดอาจจะมาในรูปแบบเพลิงไหม้จากการทำอาหาร เมื่อเกิดเพลิงไหม้ Smoke Detector จะสามารถตรวจจับควันไฟ และส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังเครื่องรับสัญญาณ ส่งผลให้มีการดับไฟได้ทันท่วงทีก่อนที่ไฟจะลุกลามไปไกล และช่วยลดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินได้อีกด้วย 3. การติดตั้งไฟเพื่อความสว่างและการมองเห็น ความสว่าง เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น อาจเกิดจากแสงในบ้านน้อยเกินไป โดยเฉพาะบริเวณรอบ ๆ บ้าน อย่างสนามหญ้า หรือข้างบ้านที่เต็มไปด้วยสัตว์เลื้อยคลาน อาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้ ทั้งนี้ การติดตั้งไฟฉุกเฉินที่บ้านก็เป็นอีกสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเกิดเหตุไฟดับขึ้นมา คุณจะหายห่วงเรื่องความมืดที่มาพร้อมอันตรายได้เลย 4. การติดตั้งวัสดุกันลื่นในพื้นที่เสี่ยง การสะดุดหรือลื่นล้ม เป็นอุบัติเหตุภายในบ้านที่พบเจอได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะทางไม่ราบเรียบ ทางลาดชัน และพื้นในห้องน้ำที่ลื่นจนเกินไป ซึ่งอาจทำให้สมาชิกภายในบ้านอย่างเด็กเล็กและผู้สูงวัยเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มศรีษะฟาดพื้นได้ ดังนั้น การติดตั้งวัสดุกันลื่นในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยภายในบ้านได้อย่างดี 5. ตรวจระบบไฟฟ้าในบ้านกันไฟลัดวงจร คุณอาจจะเคยชินกับการใช้ไฟฟ้าทุกวันจนลืมเช็กความปลอดภัย โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า เครื่องตัดไฟ หรือ เบรกเกอร์ ที่ต้องตรวจสอบอยู่เสมอว่ามันยังใช้งานได้อยู่หรือชำรุดไปแล้ว ซึ่งการหมั่นตรวจสอบระบบไฟฟ้าอยู่เสมอนั้น เป็นการป้องกันอันตรายได้ทันท่วงที ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรที่นำมาซึ่งการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน 6. มีอุปกรณ์ดับไฟไว้ที่บ้าน ถังดับเพลิงถือเป็นอุปกรณ์ที่ควรมีติดบ้าน และผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านทุกคนควรศึกษาวิธีการใช้งานให้เข้าใจ เพราะเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ จะสามารถดับไฟที่ลุกลามได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม คุณต้องหมั่นตรวจสอบสภาพถังดับเพลิงเป็นประจำ รวมถึงเปลี่ยนถ่ายน้ำยาเมื่อครบกำหนดอายุการใช้งาน 7. เก็บของมีคมให้เป็นที่ อุปกรณ์ที่มีปลายแหลมหรือของมีคมต่าง ๆ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุภายในบ้าน โดยเฉพาะกับเด็กหรือผู้สูงอายุที่อาจจะไม่ทันระวัง เผลอหยิบจับของมีคมอย่างมีด กรรไกร และคัตเตอร์ที่วางอยู่ตามจุดต่าง

การก่อสร้างอาคาร ไม่ว่าจะเป็นอาคารพาณิชย์ คอนโดมิเนียม โรงแรม หรือว่าห้างสรรพสินค้า นอกจากการออกแบบโครงสร้างของตัวอาคารให้มีความปลอดภัยในการใช้งานแล้ว ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินด้วย เพื่อที่จะได้มีทางหนีไฟที่สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก ซึ่งโดยปกติแล้วตามอาคารต่าง ๆ จะต้องสร้างทางหนีไฟ รวมถึงมีทางหนีภัยให้ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว ไปดูกันว่าทางหนีภัยนั้นจะต้องมีความสว่างระดับใด และมีข้อกำหนดใด ๆ อีกบ้างที่เป็นไปตามมาตรฐานวสท. 021004-22 รู้จักมาตรฐานระบบไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉินจาก วสท. ตามกฎหมายแล้วอาคารจะต้องมีการสร้างทางหนีไฟให้ได้มาตรฐาน เพื่อรองรับการอพยพในกรณีที่เกิดภัยฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ พายุเข้า น้ำท่วม หรือเกิดเหตุวินาศกรรม เพื่อช่วยให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในอาคารนั้นสามารถรอดชีวิตได้อย่างรวดเร็ว และปลอดภัย สำหรับมาตรฐานระบบไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉินนั้นจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานวสท. 021004-22 ซึ่งมีการจัดทำขึ้นโดยสถาบันวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ซึ่งเป็นสถาบันที่จัดทำมาตรฐานระบบไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉินและโคมไฟฟ้าป้ายทางออกฉุกเฉิน เพื่อให้เป็นมาตรฐานระดับประเทศ และช่วยให้มีความปลอดภัย อีกทั้งยังสามารถนำหลักนี้ไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานเดียวกัน ตรวจสอบมาตรฐานความสว่างขั้นต่ำเพื่อการหนีภัยของอาคาร ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือภัยฉุกเฉิน อาคารจะต้องมีระบบไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉินที่คอยให้แสงสว่าง มีป้ายทางหนีไฟ และโคมไฟฉุกเฉินจะต้องมีการทำงาน เพื่อให้ผู้ที่อยู่ภายในอาคารเข้าใจว่าควรหนีออกทางใด และสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งตามมาตรฐาน วสท. 021004-22 นั้นจะต้องเป็นไปตามหลัก ดังนี้ ทางหนีภัยที่มีความกว้างไม่เกิน 2 เมตร ในกรณีที่อาคารมีทางหนีไฟที่มีความกว้างไม่เกิน 2 เมตร จะต้องมีระดับความสว่างในแนวระดับที่พื้นที่เส้นกึ่งกลางของทางหนีภัยไม่น้อยกว่า 1 ลักซ์ และบนแถบกลางทางหนีภัยที่มีความกว้างไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของเส้นกึ่งกลาง ต้องมีความส่องสว่างไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของความส่องสว่างต่ําสุดที่ออกแบบไว้บนเส้นกึ่งกลางทางหนีภัย ทางหนีภัยที่มีความกว้างเกิน 2 เมตร สำหรับอาคารที่มีการออกแบบให้ทางหนีไฟ หรือทางหนีภัยมีความกว้างเดิน 2 เมตร สามารถกำหนดความสว่างได้สองแบบ โดยสามารถเลือกใช้งานแบบใดแบบหนึ่งได้ ดังนี้ พื้นที่โล่งภายในอาคารที่ไม่มีทางหนีภัยชัดเจน ในกรณีที่พื้นที่อาคารเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ๆ โดยไม่มีทางหนีภัยอย่างชัดเจน หรือไม่มีการติดป้ายทางหนีไฟต่าง ๆ จะต้องออกแบบให้พื้นที่มีความสว่างทั่วบริเวณ และความสว่างจะต้องไม่น้อยกว่า 0.5 ลักซ์ ยกเว้นพื้นที่บริเวณที่ห่างผนังมา 0.5 เมตร ที่สำคัญจะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางต่าง ๆ พื้นที่งานที่มีความเสี่ยงสูง ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ความเสี่ยงสูง จะต้องมีการออกแบบให้พื้นที่ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย โดยจะต้องมีความส่องสว่างไม่น้อยกว่า 10% ของค่าระดับความส่องสว่างในช่วงเวลาปกติ แต่จะต้องให้ความสว่างไม่น้อยกว่า 15 ลักซ์ พื้นที่เตรียมหนีภัย, จุดรวมพล,ปฏิบัติการดับเพลิง และห้องควบคุม ในส่วนของพื้นที่ทางหนีไฟ พื้นที่เตรียมหนีภัย จุดรวมพล

“อัคคีภัย” เป็นหนึ่งในภัยที่ต้องเฝ้าระวัง และเตรียมพร้อมรับมืออยู่เสมอ เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ขึ้นแล้ว ถ้าไม่มีมาตรการรับมือที่ดี ก็อาจสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตได้ เพื่อให้คุณสามารถรับมือกับเหตุการณ์ไฟไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Sunny Emergency Light ได้รวมเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับอพยพหนีไฟมาให้แล้ว จะต้องซ้อมปีละกี่ครั้ง? เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ควรทำอย่างไร? ขั้นตอนการอพยพหนีไฟมีอะไรบ้าง? อ่านได้เลยที่บทความนี้ 9 ขั้นตอนการอพยพหนีไฟในอาคาร เพื่อให้คุณสามารถอพยพหนีไฟในอาคารได้อย่างเหมาะสม Sunny Emergency Light ได้สรุป 9 ขั้นตอนการอพยพหนีไฟในอาคารสูงฉบับเข้าใจง่ายมาให้แล้ว ตามไปดูกันเลย 1. ตั้งสติ ไม่ตื่นตระหนก และอพยพตามแผน เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการควบคุมสติของตนเองไม่ให้ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ เพราะความตื่นตระหนกอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ จากนั้นให้เริ่มทบทวนและปฏิบัติตามแผนการอพยพหนีไฟที่เคยได้รับการฝึกซ้อมมาอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่อันตรายเป็นไปอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และลดความสับสนวุ่นวายให้ได้มากที่สุด 2. เชื่อฟังและปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย อาสาสมัคร หรือพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำอาคาร ล้วนผ่านการฝึกอบรมการรับมือเหตุฉุกเฉินมาเป็นอย่างดี ดังนั้นในขณะเกิดเหตุควรตั้งใจฟังเสียงประกาศและปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่ขัดขวางการทำงานของทีมช่วยเหลือ เพื่อให้การอพยพคนหมู่มากเป็นไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย 3. รีบเก็บของมีค่าลงลิ้นชัก หรือทิ้งสัมภาระหากจวนตัว หากเหตุการณ์ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและพอมีเวลา ให้รีบเก็บของมีค่าขนาดเล็กหรือเอกสารสำคัญลงลิ้นชักแล้วล็อคให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการสูญหายหรือถูกโจรกรรม แต่หากประเมินแล้วว่าไฟกำลังลุกลามอย่างรวดเร็วหรือเริ่มมีควันหนาแน่น ให้ทิ้งทรัพย์สินทั้งหมดทันที เพราะชีวิตและความปลอดภัยของตัวคุณเองคือสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในสถานการณ์นี้ 4. มุ่งสู่บันไดหนีไฟด้วยการเดินเร็ว ห้ามวิ่ง ห้ามย้อนกลับ การเคลื่อนที่ไปยังทางออกฉุกเฉินควรใช้วิธีการเดินจ้ำให้เร็วที่สุด ห้ามวิ่งโดยเด็ดขาดเพื่อป้องกันการสะดุดล้มหรือชนกับผู้อื่น ซึ่งอาจทำให้เกิดการล้มทับและเหยียบกันจนได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ห้ามเดินย้อนกลับไปเอาของที่ลืมไว้ และห้ามถือสัมภาระชิ้นใหญ่พะรุงพะรัง เพราะจะกีดขวางการเคลื่อนที่ของทั้งตนเองและผู้ร่วมอพยพคนอื่นๆ 5. ใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูก และหมอบคลานต่ำหลบเลี่ยงควันไฟ ควันไฟและก๊าซพิษคือสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ ดังนั้นควรใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ ปิดจมูกและปากเพื่อกรองควันพิษเบื้องต้น สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหมอบคลานต่ำหรือย่อตัวให้ใกล้ระดับพื้นมากที่สุด เพราะก๊าซพิษและควันที่มีความร้อนจะลอยขึ้นสู่ที่สูง ส่วนอากาศบริสุทธิ์จะเหลืออยู่บริเวณเหนือพื้นดินในระดับไม่เกิน 1 ฟุต 6. เดินลงบันไดหนีไฟเรียงคู่ จับราวให้มั่น และงดใช้เสียง เมื่อเข้าสู่บันไดหนีไฟได้แล้ว ให้จัดระเบียบการเดินโดยเรียงหน้ากระดานไม่เกิน 2 คนต่อขั้นบันได และจับราวบันไดไว้เสมอเพื่อป้องกันการลื่นล้ม ห้ามผลัก เบียด หรือแซงกันโดยเด็ดขาด ควรงดการพูดคุยส่งเสียงดัง งดการใช้โทรศัพท์มือถือ หรือล้วงกระเป๋า เพื่อให้ทุกคนมีสมาธิกับการก้าวเดินและพร้อมช่วยเหลือหากมีคนสะดุดล้ม 7. ผู้ที่ออกจากชั้นเป็นคนสุดท้าย ต้องปิดประตูหนีไฟให้สนิท ประตูหนีไฟถูกออกแบบมาให้เป็นประตูทนความร้อนและสามารถป้องกันควันไฟได้ ดังนั้นผู้ที่เดินออกจากชั้นนั้นๆ เป็นคนสุดท้ายจะต้องดึงประตูให้ปิดสนิทตามหลังเสมอ การปิดประตูจะช่วยบล็อกไม่ให้ควันไฟและเปลวเพลิงลามเข้าไปในช่องบันไดหนีไฟ ทำให้ผู้ที่กำลังอพยพอยู่ด้านในสามารถหายใจและเดินลงสู่ชั้นล่างได้อย่างปลอดภัย 8.

อาคารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คอนโด หอพัก หรือสถานประกอบการอย่างอาคารสำนักงาน โรงแรม โรงงานอุตสาหกรรม โรงเรียน หรือห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ล้วนเป็นสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ การวางระบบรักษาความปลอดภัยในอาคารที่ได้มาตรฐาน เพื่อเตรียมรับมือกับภัยต่าง ๆ เช่น การโจรกรรม ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรืออัคคีภัย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น จะได้รับมืออย่างทันท่วงที ช่วยลดความสูญเสียต่าง ๆ ทั้งต่อทรัพย์สินและชีวิตได้ เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่า อาคารที่ใช้งานอยู่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน Sunny Emergency Light จะพาไปทำความรู้จักกับระบบความปลอดภัยในอาคาร จะต้องมีข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์อะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย! ทำไมต้องมีระบบความปลอดภัยในอาคาร? การวางระบบความปลอดภัยในอาคารที่ได้มาตรฐาน เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทุกอาคารต้องมี เนื่องจากเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายในการสร้างตึกหลังหนึ่ง เพื่อที่เวลาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่าง ๆ เช่น ไฟไหม้ หรือโจรกรรม จะได้พาผู้คนในอาคารอพยพออกมาจากอาคารได้อย่างปลอดภัย รวมถึงสามารถป้องกันเหตุ แจ้งเหตุ และระงับเหตุไม่ให้เกิดขึ้น หรือรุนแรงมากขึ้นได้นั่นเอง ระบบความปลอดภัยในอาคาร มีอะไรบ้าง? ตัวอย่างระบบความปลอดภัยในอาคาร เช่น อาคาร หรือตึกแบบไหนที่ต้องมีระบบความปลอดภัยในอาคาร อาคาร หรือตึกทุกประเภทจะต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยในอาคารที่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น การระบายอากาศภายในอาคาร การติดตั้งโคมไฟฟ้าฉุกเฉิน สัญญาณเตือนเพลิงไหม้ ทำบันไดหนีไฟ หรือระบบไฟฟ้าสำรองภายในอาคาร เป็นต้น เนื่องจากเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้อาคาร อย่างไรก็ตาม อาคารแต่ละประเภท จะมีข้อกำหนดระบบความปลอดภัยในอาคารที่แตกต่างกัน เพื่อการวางระบบรักษาความปลอดภัยในอาคารที่ได้มาตรฐาน จึงควรปรึกษาผู้ตรวจสอบอาคารก่อนทำการสร้างตึกให้ดี ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาตามมาในภายหลังได้มาก 13 ข้อกำหนดระบบความปลอดภัยในอาคารสูง เพื่อให้คุณเห็นภาพระบบความปลอดภัยในอาคารมากขึ้น เรามีตัวอย่าง 13 ข้อกำหนดระบบความปลอดภัยในอาคารสูงมาฝาก อ้างอิงมาจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในอาคารสูง ได้แก่ กฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ.2535) ฉบับที่ 47 (พ.ศ.2540) ฉบับที่ 48 (พ.ศ.2540) และฉบับที่ 50 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แต่ละหัวข้อจะมีความน่าสนใจอย่างไร ไปดูกันเลย! 1. ที่ตั้งของอาคาร ที่ตั้งของอาคารสูงที่มีพื้นที่รวมกันไม่เกิน 30,000 ตารางเมตร โดยด้านหนึ่งของที่ดินจะต้องไม่น้อยกว่า 12

เวลาที่เราเข้าไปในอาคาร หรือสถานที่ต่าง ๆ หนึ่งในสิ่งที่ต้องสังเกตให้ดีคือ “โคมไฟฉุกเฉิน” และ “ป้ายไฟทางออกฉุกเฉิน” เพื่อที่เวลาเกิดเหตุไม่คาดฝัน จะได้อพยพออกมาตามการนำทางของโคมไฟฉุกเฉิน มายังทางออกได้อย่างปลอดภัย แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า อาคารที่เข้าไปใช้งานมีการติดตั้งโคมไฟฉุกเฉินตามมาตรฐานไฟฉุกเฉิน บทความนี้มีคำตอบ ความสำคัญของมาตรฐานการติดตั้งไฟฉุกเฉิน การติดตั้งระบบโคมไฟฉุกเฉินและป้ายไฟทางออกฉุกเฉินให้ได้มาตรฐานตามที่ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กำหนด เป็นสิ่งที่เจ้าของสถานที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายแล้ว มาตรฐานการติดตั้งไฟฉุกเฉินและป้ายทางหนีไฟที่ออกแบบมา ยังเป็นกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันอย่างอัคคีภัย หรือไฟฟ้าขัดข้องด้วย ถ้าหากอาคาร หรือสถานที่นั้น ๆ ไม่ได้ติดตั้งโคมไฟฉุกเฉินและป้ายไฟทางออกฉุกเฉินที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็แสดงว่าไม่มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้อาคารนั่นเอง 13 จุดที่ต้องติดตั้งโคมไฟฉุกเฉินตามมาตรฐานไฟฉุกเฉิน บริเวณที่ต้องติดตั้งโคมไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉิน ตามมาตรฐานระบบไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉินและโคมไฟฟ้าป้ายทางออกฉุกเฉิน พ.ศ. 2565 (วสท. 021004-22) มี 13 บริเวณดังนี้ การติดตั้งโคมไฟฉุกเฉินให้ได้มาตรฐาน ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องใดบ้าง? นอกจาก 13 จุดที่ต้องติดตั้งโคมไฟฉุกเฉินแล้ว เพื่อให้เจ้าของสถานที่เห็นภาพการติดตั้งโคมไฟฉุกเฉินตามมาตรฐานไฟฉุกเฉินมากขึ้น เราได้รวม 3 เรื่องที่เจ้าของอาคารต้องให้ความสำคัญมาให้แล้ว จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย! 1. เป้าหมายในการติดตั้งโคมไฟฉุกเฉิน การติดตั้งโคมไฟฉุกเฉิน จะมีอยู่ 2 เป้าหมายหลัก ๆ ได้แก่ การให้แสงสว่างสำรองเวลาที่แหล่งจ่ายไฟปกติล้มเหลว และการให้แสงสว่างเพื่อการหนีภัย ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะต้องติดตั้งวงจรการให้แสงสำรองแยกกัน โดยการติดตั้งโคมไฟฉุกเฉินจะต้องเป็นไปตามที่มาตรฐานไฟฉุกเฉินกำหนดเท่านั้น การติดตั้งโคมไฟฉุกเฉินเพื่อการหนีภัยนั้น จะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดต่าง ๆ ดังนี้ 2. เลือกโคมไฟฉุกเฉินให้เหมาะกับแต่ละจุด โคมไฟฟ้าที่ใช้เพื่อส่องสว่างฉุกเฉินจะมีอยู่ 3 แบบหลัก ๆ ดังนี้ ไม่ว่าจะเลือกโคมไฟฉุกเฉินแบบใด โคมไฟฉุกเฉินนั้น ๆ จะต้องมีสเปคขั้นต่ำ คือ มีหลอดไฟ LED ที่มีความสว่างเพียงพอ แบตเตอรี่ต้องสามารถให้แสงสว่างได้อย่างน้อย 120 นาที และทำงานอัตโนมัติเมื่อเกิดเหตุไฟดับ 3. เลือกป้ายไฟทางออกฉุกเฉินให้ได้ขนาดมาตรฐาน ป้ายไฟทางออกฉุกเฉินก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน และจะต้องเลือกขนาดที่ได้มาตรฐานตามที่หน่วยงานกำหนดด้วย โดยข้อกำหนดขนาดป้ายบอกทางหนีไฟตามกฎหมาย จะแตกต่างกันไปตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ อย่างไรก็ตาม ขนาดป้ายบอกทางหนีไฟตามกฎหมายดังกล่าว เป็นข้อมูลขนาดป้ายทางออกฉุกเฉินเล็กสุดเท่านั้น หากป้ายมีขนาดใหญ่ จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน แนะนำให้สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญก่อนสั่งซื้อ เพื่อความถูกต้องที่สุด